Category สุุขภาพทั่วไป

มะเร็งรังไข่ ไม่ควรทานอาหารต่อไปนี้

การทานอาหารที่สมควร เป็นสิ่งจำเป็นเป็นอย่างมากต่อ คนไข้โรคมะเร็งรังไข่ นอกเหนือจากการนึกถึงของกินที่คุณกินตอนที่เป็นโรคมะเร็ง และก็ระหว่างการดูแลและรักษาแล้ว จำพวกของ ของกินที่ควรจะเลี่ยง ก็เป็นสิ่งที่คุณต้องระแวดระวังเหมือนกัน ของกินแล้วก็เครื่องดื่มที่คุณควรจะเว้นในแต่ละมื้อ มีดังนี้

  • เนื้อแดงแล้วก็เนื้อสัตว์ดัดแปลง
    มีข้อแนะนำสำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่ว่า ไม่สมควรทานอาหารที่ไม่ช่วยเหลือแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย หรือไปทำลายเซลล์ของมะเร็ง เรื่องจริงแล้ว เนื้อสัตว์มีผลต่อการดูแลและรักษา จึงเป็นของกินต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็ง เนื้อสัตว์เป็นของกินจำพวกที่ใช้เอนไซม์สองประเภท คือ ทริปซิน (trypsin) และ ไคโมทริปซิน (chymotrypsin) ที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานสามารถฆ่าเซลล์ของโรคมะเร็งได้ ในขณะที่โปรตีนจากผักมิได้ใช้เอนไซม์สองชนิดนั้น ซึ่งนี่ก็แปลว่า การกินเนื้อทำให้ความสามารถสำหรับการต้านเซลล์ของมะเร็งลดลง เมื่อคุณเข้ารับการดูแลรักษาโรคมะเร็ง คุณจำเป็นที่จะต้องละเว้นการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มากเกินความจำเป็น เนื่องจากว่าเนื้อสัตว์มีไขมันอิ่มตัวสูง รวมทั้งมีกากใยอยู่น้อย โดยเฉพาะ เนื้อแดงไม่สมควรเป็นของกินในมื้ออาหารของคุณ ถ้าคุณอยากกินเนื้อแดง ควรจะกินในจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนธรรมดา สำหรับในการกินเนื้อประเภทอื่นที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ เป็นของกินอีกหนึ่งชนิดที่ไม่สมควรกิน ด้วยเหตุว่ามีโซเดียมไนไทรต์สูง ดังเช่น ไส้กรอก ซึ่งเป็นของกินที่ทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อสภาวะโรคมะเร็ง นอกนั้น การควบคุมจำนวนการกินอาหารที่ผ่านวิธีการ และก็ไขมันอิ่มตัว ยังเกิดผลดีต่อร่างกายหัวใจของคุณอีกด้วย

 

  • อาหารที่มีความร้อนสูง
    มีข้อเสนอว่า คุณไม่สมควรกินที่อาหารที่ร้อนมาก ถ้าของกินที่คุณกินนั้นมีอุณหภูมิสูง จะเป็นตัวเพิ่มคาร์สิโนเจน (carcinogens) ซึ่งมีผลต่อภาวการณ์โรคมะเร็ง คุณจำเป็นต้องทานอาหารที่ปรุงอย่างถูกสุขลักษณะ เช่น ของกินที่ผ่านการนึ่ง อบ ต้ม รวมทั้งผัดแบบเร็วๆ ของกินทอดเป็นของกินที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย แม้คุณถูกใจของกินปิ้งย่าง ควรจะปิ้งหรือปิ้งด้วยอุณหภูมิที่ไม่สูงมากมาย เพื่อปกป้องการก่อตัวของคาร์สิโนเจน

 

  • แอลกอฮอล์
    การดูแลรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาบางทีอาจเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ ในกรณีนี้ ตับของคุณเป็นอวัยวะสำคัญสำหรับในการกำจัดของเสียออกมาจากกระแสโลหิต คุณก็เลยจะต้องบำรุงตับ เพื่อลดผลกระทบสำหรับการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดรักษาที่เกิดกับร่างกาย ถ้าคุณดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะเป็นตัวเพิ่มภาระหน้าที่การทำงานให้กับตับ รวมทั้งทำให้ตับกำจัดเคมีที่ร่างกายรับจากการดูแลรักษาออกไปได้ยากขึ้น นอกจากนั้น อาการอ้วกแล้วก็ผลกระทบเกี่ยวกับไส้ จะร้ายแรงขึ้นเพราะเหตุว่าแอลกอฮอล์ เนื่องจากว่าบางทีอาจทำปฏิกิริยากับยาบางจำพวกที่คุณรับ ร่วมกับวิธีการทำเคมีบำบัดรักษา ถ้าเกิดคุณเป็นโรคมะเร็งรังไข่ คุณจำเป็นต้องงดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์อย่างสิ้นเชิง

 

  • น้ำตาลขัดสี
    เนื้องอกโรคมะเร็งสามารถเติบโตโดยน้ำตาลในกระแสโลหิต ด้วยเหตุนั้น ถ้าคุณไม่อยากให้โรคมะเร็งเติบโต คุณควรจะงดเว้นของกิน หรือของหวานที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง การกินอาหารพวกนี้ ทำให้ในกระแสโลหิตของคุณ เต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นพลังงานที่เซลล์ของมะเร็งอยากได้ คุณจำเป็นต้องกินอาหารที่มีไกลซีมิกต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกินที่ไม่มีน้ำตาลขัดสีเป็นองค์ประกอบ

อาหารสามารถช่วยคุณต่อสู้กับโรคมะเร็งรังไข่ได้ แล้วก็สามารถทำให้ลักษณะโรคร้ายแรงขึ้นได้เช่นเดียวกัน แม้คุณไม่เคยทราบว่า คุณควรจะหลีกเลี่ยงอะไร หรือควรจะทานอาหารจำพวกใด ถ้าคุณเลือกทานอาหารได้เหมาะสมกับสภาวะโรคที่คุณเป็น คุณสามารถกลับมามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงได้

การรักษาการแพ้นมวัว

การรักษาการแพ้นมวัว

อาจไม่เรียกว่าเป็นการแก้ไขแต่เป็นการป้องกันมากกว่า เพราะวิธีเดียวที่จะช่วยได้ คือ พยายามหลีกเลี่ยงการทานนมวัวโดยตรงหรือการทานอาหารหรือขนมต่างๆ ที่มีส่วนผสมของนมวัว เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่แพ้นมวัวอาจไม่แพ้นมที่ผ่านการแปรรูปแล้ว เช่น นมที่เป็นส่วนประกอบในอาหารที่ผ่านการอบ หรือ โยเกิร์ต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงแบบจริงจัง

รูปแบบการรักษาผู้ที่มีอาการแพ้ จะแบ่งเป็นกรณี

  1. ในกรณีที่เผลอรับประทานอาหารจากนมวัวจนมีอาการแพ้
  • ไม่รุนแรงมาก จะทำให้มีอาการแพ้ เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) หรือเซทิริซีน (Cetirizine) 
  • ส่วนผู้ที่มีอาการหายใจลำบาก อาจเกิดอาการแพ้รุนแรง ต้องทำการฉีดยาแบบฉุกเฉิน ด้วยตัวยาอิพิเนฟริน (Epinephrine)

ในเด็กที่มีความเสี่ยงแพ้รุนแรง ผู้ปกครองอาจจะต้องพกยาอิพิเนฟริน (Epinephrine) ติดตัวไว้ยามเกิดแพ้ฉุกเฉิน รวมถึงผู้ใหญ่ที่มีอาการแพ้รุนแรง

ดื่มนมวัวไม่ได้กลัวขาดสารอาหาร

อย่าพึ่งกังวลไปว่าหากมีอากรแพ้นมวัวดื่มนมวัวไม่ได้ จะไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการ เหมือนคนอื่น เพราะเราสามารถดื่มนมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต หรือนมแอลมอนด์ที่เปี่ยมคุณค่าทางสารอาหาร อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดี หรือรับประทานอาหารอื่นๆ เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแล็ต หรือโยเกิร์ต ที่ไม่ผสมนมวัวได้

 

เป็นโรคหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

เป็นโรคหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
1. งดการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น หรือแฟนของเรา ทั้งที่มีอาการที่เสี่ยงจะเป็นหรือรู้แล้วว่าเป็นโรคหนองใน ถือเป็นการกระทำที่แย่มากๆ เพราะเชื้อจะถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ทุกเมื่อ ทางที่ดีคือควรที่จะรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองในจริงๆ หรือไม่ และที่สำคัญหากคุณมีแฟนหรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รู้จักควรแนะนำหรือพาเขามารักษาด้วยเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเกิดซ้ำได้อีก อีกทั้งควรงดกันมีเพศสัมพันธ์ไปจนกว่าจะหายดีทั้งคู่

2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหนองในทุกรายต้องได้รับการรักษาจนกว่าจะหายขาดและเป็นแพทย์ต้องยืนยันว่าหายดีแล้ว ถึงแม้ว่าในบางรายอาจจะไม่ได้แสดงอาการที่บ่งบอกว่าอาจจะกำลังเสี่ยงเป็นโรคหนองในออกมาให้เห็นชัด แต่ว่าหากคุณรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการเหล่านี้ออกมาคุรควรที่จะเข้ารับการรักษาไม่ควรปล่อยไว้ เพราะบางขึ้นมันอาจจะดีขึ้น หรือหาย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้หายไป คุณต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าหายแล้ว

3. ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้จริงๆ ต้องป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยอย่างเคร่งครัด ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจังเป็นเวลา 1 เดือน เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้หนองไหลเพิ่มมากขึ้น

4. ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง “อาหารแสง” ที่ทำให้โรคหนองในทวีความรุนแรง อะไรคืออาหารแสง อาหารแสงที่ว่ากัน ได้แก่ หูฉลาม อาหารทะเล หน่อไม้ หรือสาเก เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็เป็นเพียงความเชื่อเพราะในทางการแพทย์ยังไม่พบหรือมีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับอาหารเหล่านี้แต่สิ่งที่ควรกังวลมากที่สุด เพราะมีการยืนยันที่แน่นอน คือ แอลกอฮอล์ ผู้ป่วยโรคหนองในควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นเวลา 1 เดือน หากฝ่าฝืนไม่ทำตามจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงมากขึ้นหนองไหลมากยิ่งขึ้น ส่วนอาหารประเภทอื่นๆ ถ้ากินแล้วทำให้อาการของโรคกำเริบก็แนะนำให้งดอาหารชนิดนั้นๆ ไปก่อน

5. อีกหนึ่งสาเหตุที่ต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ขณะเป็นโรคหนองใน คือ ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคหนองในมีผลต่อประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิด ดังนั้นจึงไม่ควรมีเพศสัมพันธ์และในเดือนแรกของการรักษานั้น ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย อาทิ การใช้ถุงยางอนามัย

6. หลังได้รับการรักษา ระยะแรกจะพบว่าอาการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้าการรักษาจะหายไปอย่างเร็วภายใน 2 – 3 วัน ที่เริ่มทำการรักษา ในผู้หญิงที่มีอาการเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยในระหว่างรอบเดือนจะมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรอบเดือนถัดไป ส่วนผู้ชายที่มีอาการปวดท้องน้อยและปวดอัณฑะ จะใช้เวลานานจึงจะดีขึ้น โดยส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้น ควรรีบกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง เพราะอาจพบภาวะเชื้อดื้อยา หรือโรคมีการลุกลามเพิ่มมากขึ้น

7. หากได้รับการรักษาแล้ว แต่มีอาการที่คล้ายกับว่าจะแพ้ยา เช่น มีผื่นคันขึ้นตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการที่เป็นอยู่นั้นรุนแรงมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัด

8. ในการรักษาจะมีระยะเวลาและขั้นตอนของมันเมื่อรักษาตามอาการจนครบแล้ว ให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าเชื้อหนองในหายสนิทในทุกตำแหน่งที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว อาทิ ช่องปาก ทวารหนัก ช่องคลอด เป็นต้น

9. ผู้ที่เป็นโรคหนองใน หลังจากที่ได้รับการรักษาจนหายดี แต่หากได้สัมผัสโรคอีกครั้งก็จะกลับมาเป็นซ้ำอีก

ดูแลให้ดีอวัยวะในร่างกายของเรา

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้ ไม่เหมือนจิ้งจกที่สามารถงอกหางขึ้นมาใหม่ได้เสมอถึงแม้ว่ามันจะหลุดหรือขาด แต่ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไป อวัยวะทุกส่วนในร่างกายใช่ว่าจะเสียแล้วเสียเลย ไม่สามารถแก้ไข รักษา ซ่อมแซมให้ดีขึ้นได้

1. สมอง

สมอง เป็นอวัยวะที่สำคัญมากๆ จึงได้รับการปกป้องรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุด ภายใต้กะโหลกศีรษะอันแข็งแรง ในก้อนสมองมีอนูเซลล์สมองเล็กๆ จำนวนมากที่คอยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นเมื่อไร โรคก็จะมาถามหาเมื่อนั้น ส่วนของสมองที่เสียหายหรือตายไปสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ เหมือนการสมานแผลของผิวที่เกิดขึ้นได้เองหลังจากโดนของมีดหรือของมีคมบาด ซึ่งสิ่งที่ช่วยทำให้สมองสามารถฟื้นฟูได้เร็วมากยิ่งขึ้น คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมอง 2 จุดที่สำคัญคือ “ไฮโพทาลามัส” กับ “ประสาทรับกลิ่น” ซึ่งหมายความว่าเซลล์ประสาทในทั้ง 2 จุด สามารถสร้างตัวเองขึ้นใหม่ได้

2. ผิวหนัง

ผิวหนังเป็นสิ่งที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้รักษาตัวเองจากการบาดเจ็บจากการเกิดบาดแผลต่างๆ ได้อย่างน่าตกใจ เนื่องด้วยผิวหนังของเรามีกระบวนการซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งทำให้แผลสามารถสมานกัน อาจเกิดหรือไม่เกิดเป็นแผลเป็นก็ได้ การฟื้นตัวของผิวหนังเป็นกระบวนการที่ทำได้โดยแทบไม่ต้องใช้สิ่งอื่นเข้ามาช่วย อาจเป็นโปรแกรมจัดการสมานตัวด้วยตัวผิวหนังเอง เพราะเพียงแค่การเย็บให้แผลติดกันในรายที่แผลใหญ่ๆ แผลผ่าตัด จะช่วยให้ผิวหนังสมานกันได้เร็ว และสวยงามมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากมลภาวะภายนอกได้อีกด้วย แต่จะเห็นว่าเราไม่ต้องพึ่งยาช่วยสมานผิวหนังอะไรมากมาย หากไม่ถึงการเซลล์ผิวหนังตายจริงๆ ผิวหนังก็สามารถสมานกันจนกลับมาปกติได้ (ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หากเอาเซลล์ผิวหนังที่ตายออก ก็สามารถผสานรอยแผลจนกลายเป็นปกติได้เช่นกัน หากแต่รอยแผลอาจจะไม่เรียบเนียนสวยเหมือนเดิม)

3. กระดูก

กระดูกหักเราก็ซ่อมได้ เพราะกระดูกเปรียบเสมือนแกนหลัก เสาหลักของบ้าน ที่คอยพยุงร่างกายของเราเอาไว้ได้ ไม่ไหลอ่อนเหลวไปกองอยู่กับพื้น นอกจากกระดูกจะทำหน้าที่พยุงร่างกายแล้ว ไขกระดูกมีความสำคัญเพราะสามารถช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และส่วนอื่นๆ ที่สำคัญ ในกระดูกมีเซลล์เล็กๆ ที่มีโปรแกรมการการสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ซ่อนอยู่ จนทำให้กระดูกที่หัก หรือเปราะไป สามารถกลับมาแข็งแรงใกล้เคียงปกติได้ ถ้าอยากให้กระดูกฟื้นตัวได้เร็วๆ ควรทานอาหารที่มีวิตามิน K เยอะๆ เช่น ผักใบเขียว และแคลเซียมในนม งาดำ เป็นต้น และอย่าลืมเลี่ยงกาแฟ และถั่ว หรือธัญพืชที่มีโฟเลตสูง เพราะจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของแคลเซียมในร่างกายนั่นเอง

4. ตับ

ข่าวดีคือ คนที่มีความผิดปกติที่ตับ ไม่ว่าจะเป็นไขมันพอกตับ หรือมีสารพิษตกค้างที่ตับมาก จากการดื่มแอลกอฮอล์ ทานยาปฏิชีวนะ สารเคมีต่างๆ สามารถฟื้นฟูสุขภาพตับได้ง่ายๆ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน ดื่ม หลีกเลี่ยงอาหาร หรือพฤติกรรมที่ทำร้ายตับทั้งหลาย ส่วนประกอบของตับบางส่วนอาจยังไม่อักเสบจนกลายเป็นแข็งไปเสียก่อน ตับจึงยังสามารถสร้าง “กลูตาไทโอน” ได้ ซึ่งในกระบวนการนี้เป็นกระบวนการในการฟื้นฟูซ่อมแซมด้วยตัวเองของตับให้กลับมาสด และอ่อนนุ่มสุขภาพดีเหมือนเดิม

5. ลำไส้

ลำไส้ ทำหน้าที่ลำเลียงสารพัดอาหารที่เราทานเข้าไป โดยอาหารเหล่านั้นจะเคลื่อนตัวไปย่อย หรือส่งต่อไปอวัยวะอื่นๆ ผ่านเจ้าลำไส้ที่ทั้งยาว ทั้งชุ่มฉ่ำเหล่านี้ หากเราทานอาหารที่เหนียวหนืดเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะเกาะตัวเป็นคราบอยู่ตามลำไส้ หรือหนักเข้าหน่อยก็อาจเกิดบาดแผลจากการบีบตัวอย่างหนัก เบียดสีกันจนถลอกหลุดลอกได้ ซึ่งร่างกายของเรามีการรับรู้ปัญหาข้อนี้ จึงได้มีระบบหรือกลไกที่จะให้ลำไส้ได้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่เสียไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าไม่ได้ถูกให้ยาเคมีบำบัด หรือมีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังก็จะทำงานได้อย่างปกติดี

6. หลอดเลือด

หลอดเลือด ก็มีหน้าที่ในการลำเลียงเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เน่าเสีย และทำงานได้อย่างปกติ เสมือนน้ำหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่ให้แห้งเหี่ยวตายนั่นเอง แต่หากหลอดเลือดอุดตันก็อาจเกิดปัญหาที่อวัยวะนั้นๆ ไม่มีเลือดไปถึง เหมือนคนตามพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดน้ำขาดอาหารเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญนั่นเอง แต่ร่างกายฉลาดพอที่จะสร้างเส้นเลือดเส้นเล็กๆ ขึ้นมาใหม่ อาจจะเป็นทางที่เล็ก และอ้อมอยู่สักหน่อย แต่ก็ช่วยระบายเอาเลือดที่อุดตันอยู่ไปหล่อเลี้ยงในอวัยวะส่วนที่กำลังจะขาดเลือดได้ ถึงอย่างนั้นการที่ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงเกินมาตรฐานก็คงเป็นอุปสรรคสำคัญของกระบวนการสร้างเส้นเลือดขึ้นใหม่ในภาวะฉุกเฉินแบบนี้ ดังนั้นเราจึงควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายให้ดี

7. ปอด

ปอดมีหน้าที่สำคัญคือกรองเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับลมหายใจที่นอกเหนือจากออกซิเจนออก ก่อนที่จะนำออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่กระแสเลือด เปรียบเสมือนมุ้งลวด ตะแกรงกรองอากาศในเครื่องปรับอากาศ หากเราหายใจเอาแต่สิ่งสกปรกเข้าไป ก็เหมือนเครื่องกรองที่ไม่เคยเปลี่ยนที่เปลี่ยนตัวกรอง แต่ร่างกายรู้ดีว่าเราไม่สามารถถอดปอดออกมาล้างได้ ปอดจึงมีโปรแกรมในการทำความสะอาดตัวเอง โดยสร้างเส้นขนเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาด คอยโบกพัดปัดเอาสิ่งแปลกปลอมออกไปจากปอด แม้แต่คนที่สูบบุหรี่เอง หากหยุดสูบ ปอดก็สามารถสร้างกลไกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมจากควันบุหรี่ออกไปได้

ร่างกายของเรานั้นเป็นไปด้วยเรื่องมหัศจรรย์จริง แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ดูแลสุขภาพร่างกายหรือคอยทำร้ายร่างกายอย่างไรก็ได้ โดยคิดและหวังว่าจะให้ร่างกายเราซ่อมแซมตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าหากทำร้ายตัวเองมากเกินไป ร่างกายก็จะซ่อมไม่ไหวเอา เพราะหากเราดูแลตัวเองให้มากขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย การกินอาหารเสริมต่างๆ เพื่อบำรุงร่างกายเป็นอย่างดี ร่างกายของเราก็จะรักเรา อยู่ทำงานให้เราไปอีกนานแสนนานได้เหมือนกันค่ะ

ปัญหาแก้ไม่ตก 7 สาเหตุ ‘อาหารไม่ย่อย-ท้องอืด’

หลังกินอาหารทีไรก็รู้สึกท้องอึด อึดอัดท้อง แน่นท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อยทุกที ทรมานจนหลายครั้งต้องพึ่งยาช่วยย่อยอาหาร ใครที่มีอาการเหล่านี้บ้าง ? สาเหตุมาจากอะไร ? แล้วเราจะลดอาการเหล่านี้ลงได้อย่างไร มีคำตอบมาฝากกัน

ทำไมถึงท้องอืด-อาหารไม่ย่อย ?
อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ระหว่าง หรือหลังรับประทานอาหาร เกิดเป็นความอึดอัดไม่สบายท้อง โดยอาจเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง หรือบางคนอาจเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งจนต้องเข้ารับพิจารณาตรวจกับแพทย์

สาเหตุของอาการท้องอืด-อาหารไม่ย่อย
ส่วนใหญ่แล้วอาการท้องอืด และอาหารไม่ย่อยจะเกิดขึ้นจากทั้งอาหารที่เรารับประทาน และพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร รวมถึงการใช้ชีวิตของเราเอง เช่น

พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เช่น ชอบเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดก่อนกลืน กินเร็ว กินเยอะในเวลาอันรวดเร็ว กินอาหารมัน เผ็ด อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของดิบต่าง ๆ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น

  • พฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น เครียด กังวล สูบบุหรี่ เป็นต้น
  • น้ำหนักเกินนมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน จะมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยมากกว่าคนทั่วไป เพราะแรงดันในช่องท้องจะเพิ่มขึ้น
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนจะเปลี่ยน มดลูกจะขยายใหญ่ขึ้น เพิ่มแรงกดในช่องท้อง จนเป็นเหตุให้เกิดอาการท้องอืดได้
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ที่ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
  • ปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็ก กรดไหลย้อน นิ่วในถุงน้ำดี แพ้กลูเตน เป็นต้น
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น กรรมพันธุ์ หรือฮอร์โมน เป็นต้น

 

ท้องอืด อาหารไม่ย่อยมากแค่ไหน ถึงอันตราย
หากเป็นอาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก อาจไม่เป็นอันตรายอะไร แต่หากมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมกับอาการเหล่านี้บ่อย ๆ หรือมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป ควรรีบพบแพทย์

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ แม้ว่าจะรับประทานอาหารไม่มาก
  • อิ่มเร็วเมื่อกินอาหารได้ไม่นาน
  • แสบร้อนกลางทรวงอกบริเวณระหว่างกระดูกหน้าอกกับสะดือ
  • คลื่นไส้ เรอ อาเจียน

วิธีลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย

  • ลดการรับประทานอาหารมากเกินไป
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
  • ลดการรับประทานอาหารรสจัด และอาหารไขมันสูง
  • ลดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • สอบถามแพทย์ประจำตัว หากยาที่ใช้รักษาโรคอื่น ๆ อยู่ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้

เกร็ดความรู้ : การดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร ไม่ได้ทำให้ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อยแต่อย่างใด รวมถึงการดื่มน้ำเย็นด้วย

ออกกำลังกายที่ดีต้องไม่มากเกินไป

คุณออกกำลังกาย “มากเกินไป”
1. รู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า

2. ภูมิคุ้มกันลดลง จากการใช้พลังงานในร่างกายมากเกินไป และพักผ่อนไม่เพียงพอ

3. อารมณ์ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบาน เพราะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่จำเป็น “ต้องทำ” และกดดันตัวเองให้ทำ มากกว่าจะมองว่าเป็นการผ่อนคลาย

4. นอนไม่หลับ มีเรื่องให้คิด หรือจิตใจไม่สงบ ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา

5. อารมณ์แปรปรวน ไม่มั่นคง หงุดหงิดงุ่นง่านมากขึ้น

6. ปวดเมื่อย ทรมานไปทั้งตัว หรือเฉพาะส่วนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก และส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บ ไม่ได้รับการเยียวยารักษา หรือซ่อมแซม

7. กระหายน้ำมากผิดปกติ เหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเป็นลมหมดสติ

โทษของการออกกำลังกายมากเกินไป
1. ร่างกายมีความผิดปกติ เจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือหยุดการเจริญเติบโต

2. รูปร่างภายนอกดูดี แต่ระบบร่างกายภายในกลับรวน เช่น ประจำเดือนขาด มาไม่สม่ำเสมอ อวัยวะภายในร่างกายทำงานมากผิดปกติ

3. ในกรณีที่ทานโปรตีน หรือเวย์โปรตีนควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย หากไม่ควบคุมสารอาหารให้มีความสมดุล อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร รับโปรตีนมากเกินไป ส่งผลให้ตับ และไตทำงานหนัก

4. กล้ามเนื้อบริเวณที่ออกกำลังกายอาจเกิดอาการบาดเจ็บ หากไม่หยุดทำการรักษา อาจถึงขั้นพิการ และใช้งานไม่ได้ตลอดชีวิต เช่น กล้ามเนื้อหัวไหล่ นิ้วมือ เข่า ข้อศอก ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย ฯลฯ

5. หากไม่ได้ตรวจร่างกายก่อนออกกำลังกาย และเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้มีความผิดปกติ หรือโรคภัยอะไรร้ายแรง แล้วหักโหมออกกำลังกายอย่างหนัก อาจเป็นการกระตุ้นให้โรคนั้นๆ กำเริบเร็วขึ้น เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

ดังนั้น เราควรออกกำลังกายแต่พอดี ในระดับที่เหมาะสมกับร่างกายของเรา วัยของเรา นอกจากนี้ยังต้องทานอาหารให้ครบหมู่ อย่าทานแต่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลานานๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย

สุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อจะได้มีแรง และพลังงานมาใช้ในการออกกำลังกายต่อไป หากเกิดอาการผิดปกติเมื่อไร ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที เท่านี้คุณก็ออกกำลังกายอย่างมีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริงแล้วล่ะค่ะ

ตรวจเช็คโรคร้ายเพื่อไม่เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ

ตรวจเช็คโรคร้ายเพื่อไม่เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ

ไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันพอกตับหรือโรคตับแข็งนั้นเป็นโรคที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง การรักษาโรคตับแข็งนั้นปัจจุบันไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้มีแต่วิธีที่จะช่วยรักษาไม่ให้อาการนั้นทรุดลงกว่าเดิมทางทีดีเราควรหลีกเลี่ยงวิธีต่างๆเพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นโรคนี้ วิธีที่เราจะสามารถป้องกันไม่ให้เราหรือคนใกล้ชิดของเราเป็นโรคตับแข็งนั้นมีดังต่อไปนี้

ลดหรือหยุดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์แต่ทางที่ดีเราควรหยุดดื่มไปเลยจะดีกว่า หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ตัวเราเป็นโรคตับแข็งที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปนั้น ควรที่จะหยุดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภททันที เพื่อที่จะไม่ให้เป็นปัจจัยหรือเป็นสิ่งกระตุ้นให้มีอาการมากยิ่งขึ้น โดยทางแพทย์อาจมีประแนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมหรือกลุ่มฟื้นฟูผู้ที่ติดสุราเรื้อรังในบางราย หากผู้ผ่วยท่านนั้นไม่สามารถหยุดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์หรือสุราได้

รับประทานยาเพื่อช่วยควบคุมยับยั้งโรคไวรัสตับอักเสบ โดยทางแพทย์จะมีการจ่ายยาประเภท สเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัสเพื่อช่วยไม่ให้เซลล์ไวรัสกระจายตัวหรือไปทำลายเซล์ตับมากขึ้นไปกว่าเดิม และเป้นการลดจำนวนไวรัสให้ลดลงอีกด้วย

ลดน้ำหนัก อาจจะมองว่าวิธีนี้มีด้วยหรอ หรือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะว่าผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันเกาะที่ตับ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์นั้น ควยที่จะลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักเพื่อที่จะคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ไม่มากเกิดไปนั้นเอง  นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคที่ไม่เฉพาะเจาะจง แต่เป็นอาการที่ผิดปกติจากสภาวะแทรกซ้อนของโรค ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้ยาควบคู่ไปกับอาการของโรคและเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น สภาวะบวมน้ำ ตามอวัยวะต่างๆ โดยทางแพทย์จะให้ยารับประทานช่วยขับปัสสาวะ เพื่อที่จะช่วยลดน้ำหรือขับน้ำออกจากร่างกายและควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเกลือมากเกินไป เพราะจทำให้เกิดการบวมน้ำมากขึ้นนั้นเอง