Category สุขภาพ

การรักษาการแพ้นมวัว

การรักษาการแพ้นมวัว

อาจไม่เรียกว่าเป็นการแก้ไขแต่เป็นการป้องกันมากกว่า เพราะวิธีเดียวที่จะช่วยได้ คือ พยายามหลีกเลี่ยงการทานนมวัวโดยตรงหรือการทานอาหารหรือขนมต่างๆ ที่มีส่วนผสมของนมวัว เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่แพ้นมวัวอาจไม่แพ้นมที่ผ่านการแปรรูปแล้ว เช่น นมที่เป็นส่วนประกอบในอาหารที่ผ่านการอบ หรือ โยเกิร์ต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงแบบจริงจัง

รูปแบบการรักษาผู้ที่มีอาการแพ้ จะแบ่งเป็นกรณี

  1. ในกรณีที่เผลอรับประทานอาหารจากนมวัวจนมีอาการแพ้
  • ไม่รุนแรงมาก จะทำให้มีอาการแพ้ เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) หรือเซทิริซีน (Cetirizine) 
  • ส่วนผู้ที่มีอาการหายใจลำบาก อาจเกิดอาการแพ้รุนแรง ต้องทำการฉีดยาแบบฉุกเฉิน ด้วยตัวยาอิพิเนฟริน (Epinephrine)

ในเด็กที่มีความเสี่ยงแพ้รุนแรง ผู้ปกครองอาจจะต้องพกยาอิพิเนฟริน (Epinephrine) ติดตัวไว้ยามเกิดแพ้ฉุกเฉิน รวมถึงผู้ใหญ่ที่มีอาการแพ้รุนแรง

ดื่มนมวัวไม่ได้กลัวขาดสารอาหาร

อย่าพึ่งกังวลไปว่าหากมีอากรแพ้นมวัวดื่มนมวัวไม่ได้ จะไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการ เหมือนคนอื่น เพราะเราสามารถดื่มนมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต หรือนมแอลมอนด์ที่เปี่ยมคุณค่าทางสารอาหาร อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดี หรือรับประทานอาหารอื่นๆ เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแล็ต หรือโยเกิร์ต ที่ไม่ผสมนมวัวได้

 

เป็นโรคหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

เป็นโรคหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
1. งดการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น หรือแฟนของเรา ทั้งที่มีอาการที่เสี่ยงจะเป็นหรือรู้แล้วว่าเป็นโรคหนองใน ถือเป็นการกระทำที่แย่มากๆ เพราะเชื้อจะถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ทุกเมื่อ ทางที่ดีคือควรที่จะรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองในจริงๆ หรือไม่ และที่สำคัญหากคุณมีแฟนหรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รู้จักควรแนะนำหรือพาเขามารักษาด้วยเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเกิดซ้ำได้อีก อีกทั้งควรงดกันมีเพศสัมพันธ์ไปจนกว่าจะหายดีทั้งคู่

2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหนองในทุกรายต้องได้รับการรักษาจนกว่าจะหายขาดและเป็นแพทย์ต้องยืนยันว่าหายดีแล้ว ถึงแม้ว่าในบางรายอาจจะไม่ได้แสดงอาการที่บ่งบอกว่าอาจจะกำลังเสี่ยงเป็นโรคหนองในออกมาให้เห็นชัด แต่ว่าหากคุณรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการเหล่านี้ออกมาคุรควรที่จะเข้ารับการรักษาไม่ควรปล่อยไว้ เพราะบางขึ้นมันอาจจะดีขึ้น หรือหาย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้หายไป คุณต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าหายแล้ว

3. ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้จริงๆ ต้องป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยอย่างเคร่งครัด ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจังเป็นเวลา 1 เดือน เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้หนองไหลเพิ่มมากขึ้น

4. ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง “อาหารแสง” ที่ทำให้โรคหนองในทวีความรุนแรง อะไรคืออาหารแสง อาหารแสงที่ว่ากัน ได้แก่ หูฉลาม อาหารทะเล หน่อไม้ หรือสาเก เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็เป็นเพียงความเชื่อเพราะในทางการแพทย์ยังไม่พบหรือมีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับอาหารเหล่านี้แต่สิ่งที่ควรกังวลมากที่สุด เพราะมีการยืนยันที่แน่นอน คือ แอลกอฮอล์ ผู้ป่วยโรคหนองในควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นเวลา 1 เดือน หากฝ่าฝืนไม่ทำตามจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงมากขึ้นหนองไหลมากยิ่งขึ้น ส่วนอาหารประเภทอื่นๆ ถ้ากินแล้วทำให้อาการของโรคกำเริบก็แนะนำให้งดอาหารชนิดนั้นๆ ไปก่อน

5. อีกหนึ่งสาเหตุที่ต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ขณะเป็นโรคหนองใน คือ ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคหนองในมีผลต่อประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิด ดังนั้นจึงไม่ควรมีเพศสัมพันธ์และในเดือนแรกของการรักษานั้น ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย อาทิ การใช้ถุงยางอนามัย

6. หลังได้รับการรักษา ระยะแรกจะพบว่าอาการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้าการรักษาจะหายไปอย่างเร็วภายใน 2 – 3 วัน ที่เริ่มทำการรักษา ในผู้หญิงที่มีอาการเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยในระหว่างรอบเดือนจะมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรอบเดือนถัดไป ส่วนผู้ชายที่มีอาการปวดท้องน้อยและปวดอัณฑะ จะใช้เวลานานจึงจะดีขึ้น โดยส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้น ควรรีบกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง เพราะอาจพบภาวะเชื้อดื้อยา หรือโรคมีการลุกลามเพิ่มมากขึ้น

7. หากได้รับการรักษาแล้ว แต่มีอาการที่คล้ายกับว่าจะแพ้ยา เช่น มีผื่นคันขึ้นตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการที่เป็นอยู่นั้นรุนแรงมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัด

8. ในการรักษาจะมีระยะเวลาและขั้นตอนของมันเมื่อรักษาตามอาการจนครบแล้ว ให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าเชื้อหนองในหายสนิทในทุกตำแหน่งที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว อาทิ ช่องปาก ทวารหนัก ช่องคลอด เป็นต้น

9. ผู้ที่เป็นโรคหนองใน หลังจากที่ได้รับการรักษาจนหายดี แต่หากได้สัมผัสโรคอีกครั้งก็จะกลับมาเป็นซ้ำอีก

ดูแลให้ดีอวัยวะในร่างกายของเรา

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้ ไม่เหมือนจิ้งจกที่สามารถงอกหางขึ้นมาใหม่ได้เสมอถึงแม้ว่ามันจะหลุดหรือขาด แต่ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไป อวัยวะทุกส่วนในร่างกายใช่ว่าจะเสียแล้วเสียเลย ไม่สามารถแก้ไข รักษา ซ่อมแซมให้ดีขึ้นได้

1. สมอง

สมอง เป็นอวัยวะที่สำคัญมากๆ จึงได้รับการปกป้องรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุด ภายใต้กะโหลกศีรษะอันแข็งแรง ในก้อนสมองมีอนูเซลล์สมองเล็กๆ จำนวนมากที่คอยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นเมื่อไร โรคก็จะมาถามหาเมื่อนั้น ส่วนของสมองที่เสียหายหรือตายไปสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ เหมือนการสมานแผลของผิวที่เกิดขึ้นได้เองหลังจากโดนของมีดหรือของมีคมบาด ซึ่งสิ่งที่ช่วยทำให้สมองสามารถฟื้นฟูได้เร็วมากยิ่งขึ้น คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมอง 2 จุดที่สำคัญคือ “ไฮโพทาลามัส” กับ “ประสาทรับกลิ่น” ซึ่งหมายความว่าเซลล์ประสาทในทั้ง 2 จุด สามารถสร้างตัวเองขึ้นใหม่ได้

2. ผิวหนัง

ผิวหนังเป็นสิ่งที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้รักษาตัวเองจากการบาดเจ็บจากการเกิดบาดแผลต่างๆ ได้อย่างน่าตกใจ เนื่องด้วยผิวหนังของเรามีกระบวนการซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งทำให้แผลสามารถสมานกัน อาจเกิดหรือไม่เกิดเป็นแผลเป็นก็ได้ การฟื้นตัวของผิวหนังเป็นกระบวนการที่ทำได้โดยแทบไม่ต้องใช้สิ่งอื่นเข้ามาช่วย อาจเป็นโปรแกรมจัดการสมานตัวด้วยตัวผิวหนังเอง เพราะเพียงแค่การเย็บให้แผลติดกันในรายที่แผลใหญ่ๆ แผลผ่าตัด จะช่วยให้ผิวหนังสมานกันได้เร็ว และสวยงามมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากมลภาวะภายนอกได้อีกด้วย แต่จะเห็นว่าเราไม่ต้องพึ่งยาช่วยสมานผิวหนังอะไรมากมาย หากไม่ถึงการเซลล์ผิวหนังตายจริงๆ ผิวหนังก็สามารถสมานกันจนกลับมาปกติได้ (ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หากเอาเซลล์ผิวหนังที่ตายออก ก็สามารถผสานรอยแผลจนกลายเป็นปกติได้เช่นกัน หากแต่รอยแผลอาจจะไม่เรียบเนียนสวยเหมือนเดิม)

3. กระดูก

กระดูกหักเราก็ซ่อมได้ เพราะกระดูกเปรียบเสมือนแกนหลัก เสาหลักของบ้าน ที่คอยพยุงร่างกายของเราเอาไว้ได้ ไม่ไหลอ่อนเหลวไปกองอยู่กับพื้น นอกจากกระดูกจะทำหน้าที่พยุงร่างกายแล้ว ไขกระดูกมีความสำคัญเพราะสามารถช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และส่วนอื่นๆ ที่สำคัญ ในกระดูกมีเซลล์เล็กๆ ที่มีโปรแกรมการการสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ซ่อนอยู่ จนทำให้กระดูกที่หัก หรือเปราะไป สามารถกลับมาแข็งแรงใกล้เคียงปกติได้ ถ้าอยากให้กระดูกฟื้นตัวได้เร็วๆ ควรทานอาหารที่มีวิตามิน K เยอะๆ เช่น ผักใบเขียว และแคลเซียมในนม งาดำ เป็นต้น และอย่าลืมเลี่ยงกาแฟ และถั่ว หรือธัญพืชที่มีโฟเลตสูง เพราะจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของแคลเซียมในร่างกายนั่นเอง

4. ตับ

ข่าวดีคือ คนที่มีความผิดปกติที่ตับ ไม่ว่าจะเป็นไขมันพอกตับ หรือมีสารพิษตกค้างที่ตับมาก จากการดื่มแอลกอฮอล์ ทานยาปฏิชีวนะ สารเคมีต่างๆ สามารถฟื้นฟูสุขภาพตับได้ง่ายๆ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน ดื่ม หลีกเลี่ยงอาหาร หรือพฤติกรรมที่ทำร้ายตับทั้งหลาย ส่วนประกอบของตับบางส่วนอาจยังไม่อักเสบจนกลายเป็นแข็งไปเสียก่อน ตับจึงยังสามารถสร้าง “กลูตาไทโอน” ได้ ซึ่งในกระบวนการนี้เป็นกระบวนการในการฟื้นฟูซ่อมแซมด้วยตัวเองของตับให้กลับมาสด และอ่อนนุ่มสุขภาพดีเหมือนเดิม

5. ลำไส้

ลำไส้ ทำหน้าที่ลำเลียงสารพัดอาหารที่เราทานเข้าไป โดยอาหารเหล่านั้นจะเคลื่อนตัวไปย่อย หรือส่งต่อไปอวัยวะอื่นๆ ผ่านเจ้าลำไส้ที่ทั้งยาว ทั้งชุ่มฉ่ำเหล่านี้ หากเราทานอาหารที่เหนียวหนืดเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะเกาะตัวเป็นคราบอยู่ตามลำไส้ หรือหนักเข้าหน่อยก็อาจเกิดบาดแผลจากการบีบตัวอย่างหนัก เบียดสีกันจนถลอกหลุดลอกได้ ซึ่งร่างกายของเรามีการรับรู้ปัญหาข้อนี้ จึงได้มีระบบหรือกลไกที่จะให้ลำไส้ได้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่เสียไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าไม่ได้ถูกให้ยาเคมีบำบัด หรือมีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังก็จะทำงานได้อย่างปกติดี

6. หลอดเลือด

หลอดเลือด ก็มีหน้าที่ในการลำเลียงเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เน่าเสีย และทำงานได้อย่างปกติ เสมือนน้ำหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่ให้แห้งเหี่ยวตายนั่นเอง แต่หากหลอดเลือดอุดตันก็อาจเกิดปัญหาที่อวัยวะนั้นๆ ไม่มีเลือดไปถึง เหมือนคนตามพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดน้ำขาดอาหารเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญนั่นเอง แต่ร่างกายฉลาดพอที่จะสร้างเส้นเลือดเส้นเล็กๆ ขึ้นมาใหม่ อาจจะเป็นทางที่เล็ก และอ้อมอยู่สักหน่อย แต่ก็ช่วยระบายเอาเลือดที่อุดตันอยู่ไปหล่อเลี้ยงในอวัยวะส่วนที่กำลังจะขาดเลือดได้ ถึงอย่างนั้นการที่ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงเกินมาตรฐานก็คงเป็นอุปสรรคสำคัญของกระบวนการสร้างเส้นเลือดขึ้นใหม่ในภาวะฉุกเฉินแบบนี้ ดังนั้นเราจึงควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายให้ดี

7. ปอด

ปอดมีหน้าที่สำคัญคือกรองเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับลมหายใจที่นอกเหนือจากออกซิเจนออก ก่อนที่จะนำออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่กระแสเลือด เปรียบเสมือนมุ้งลวด ตะแกรงกรองอากาศในเครื่องปรับอากาศ หากเราหายใจเอาแต่สิ่งสกปรกเข้าไป ก็เหมือนเครื่องกรองที่ไม่เคยเปลี่ยนที่เปลี่ยนตัวกรอง แต่ร่างกายรู้ดีว่าเราไม่สามารถถอดปอดออกมาล้างได้ ปอดจึงมีโปรแกรมในการทำความสะอาดตัวเอง โดยสร้างเส้นขนเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาด คอยโบกพัดปัดเอาสิ่งแปลกปลอมออกไปจากปอด แม้แต่คนที่สูบบุหรี่เอง หากหยุดสูบ ปอดก็สามารถสร้างกลไกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมจากควันบุหรี่ออกไปได้

ร่างกายของเรานั้นเป็นไปด้วยเรื่องมหัศจรรย์จริง แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ดูแลสุขภาพร่างกายหรือคอยทำร้ายร่างกายอย่างไรก็ได้ โดยคิดและหวังว่าจะให้ร่างกายเราซ่อมแซมตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าหากทำร้ายตัวเองมากเกินไป ร่างกายก็จะซ่อมไม่ไหวเอา เพราะหากเราดูแลตัวเองให้มากขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย การกินอาหารเสริมต่างๆ เพื่อบำรุงร่างกายเป็นอย่างดี ร่างกายของเราก็จะรักเรา อยู่ทำงานให้เราไปอีกนานแสนนานได้เหมือนกันค่ะ

ปัญหาแก้ไม่ตก 7 สาเหตุ ‘อาหารไม่ย่อย-ท้องอืด’

หลังกินอาหารทีไรก็รู้สึกท้องอึด อึดอัดท้อง แน่นท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อยทุกที ทรมานจนหลายครั้งต้องพึ่งยาช่วยย่อยอาหาร ใครที่มีอาการเหล่านี้บ้าง ? สาเหตุมาจากอะไร ? แล้วเราจะลดอาการเหล่านี้ลงได้อย่างไร มีคำตอบมาฝากกัน

ทำไมถึงท้องอืด-อาหารไม่ย่อย ?
อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ระหว่าง หรือหลังรับประทานอาหาร เกิดเป็นความอึดอัดไม่สบายท้อง โดยอาจเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง หรือบางคนอาจเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งจนต้องเข้ารับพิจารณาตรวจกับแพทย์

สาเหตุของอาการท้องอืด-อาหารไม่ย่อย
ส่วนใหญ่แล้วอาการท้องอืด และอาหารไม่ย่อยจะเกิดขึ้นจากทั้งอาหารที่เรารับประทาน และพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร รวมถึงการใช้ชีวิตของเราเอง เช่น

พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เช่น ชอบเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดก่อนกลืน กินเร็ว กินเยอะในเวลาอันรวดเร็ว กินอาหารมัน เผ็ด อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของดิบต่าง ๆ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น

  • พฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น เครียด กังวล สูบบุหรี่ เป็นต้น
  • น้ำหนักเกินนมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน จะมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยมากกว่าคนทั่วไป เพราะแรงดันในช่องท้องจะเพิ่มขึ้น
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนจะเปลี่ยน มดลูกจะขยายใหญ่ขึ้น เพิ่มแรงกดในช่องท้อง จนเป็นเหตุให้เกิดอาการท้องอืดได้
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ที่ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
  • ปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็ก กรดไหลย้อน นิ่วในถุงน้ำดี แพ้กลูเตน เป็นต้น
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น กรรมพันธุ์ หรือฮอร์โมน เป็นต้น

 

ท้องอืด อาหารไม่ย่อยมากแค่ไหน ถึงอันตราย
หากเป็นอาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก อาจไม่เป็นอันตรายอะไร แต่หากมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมกับอาการเหล่านี้บ่อย ๆ หรือมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป ควรรีบพบแพทย์

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ แม้ว่าจะรับประทานอาหารไม่มาก
  • อิ่มเร็วเมื่อกินอาหารได้ไม่นาน
  • แสบร้อนกลางทรวงอกบริเวณระหว่างกระดูกหน้าอกกับสะดือ
  • คลื่นไส้ เรอ อาเจียน

วิธีลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย

  • ลดการรับประทานอาหารมากเกินไป
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
  • ลดการรับประทานอาหารรสจัด และอาหารไขมันสูง
  • ลดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • สอบถามแพทย์ประจำตัว หากยาที่ใช้รักษาโรคอื่น ๆ อยู่ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้

เกร็ดความรู้ : การดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร ไม่ได้ทำให้ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อยแต่อย่างใด รวมถึงการดื่มน้ำเย็นด้วย

ออกกำลังกายที่ดีต้องไม่มากเกินไป

คุณออกกำลังกาย “มากเกินไป”
1. รู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า

2. ภูมิคุ้มกันลดลง จากการใช้พลังงานในร่างกายมากเกินไป และพักผ่อนไม่เพียงพอ

3. อารมณ์ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบาน เพราะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่จำเป็น “ต้องทำ” และกดดันตัวเองให้ทำ มากกว่าจะมองว่าเป็นการผ่อนคลาย

4. นอนไม่หลับ มีเรื่องให้คิด หรือจิตใจไม่สงบ ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา

5. อารมณ์แปรปรวน ไม่มั่นคง หงุดหงิดงุ่นง่านมากขึ้น

6. ปวดเมื่อย ทรมานไปทั้งตัว หรือเฉพาะส่วนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก และส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บ ไม่ได้รับการเยียวยารักษา หรือซ่อมแซม

7. กระหายน้ำมากผิดปกติ เหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเป็นลมหมดสติ

โทษของการออกกำลังกายมากเกินไป
1. ร่างกายมีความผิดปกติ เจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือหยุดการเจริญเติบโต

2. รูปร่างภายนอกดูดี แต่ระบบร่างกายภายในกลับรวน เช่น ประจำเดือนขาด มาไม่สม่ำเสมอ อวัยวะภายในร่างกายทำงานมากผิดปกติ

3. ในกรณีที่ทานโปรตีน หรือเวย์โปรตีนควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย หากไม่ควบคุมสารอาหารให้มีความสมดุล อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร รับโปรตีนมากเกินไป ส่งผลให้ตับ และไตทำงานหนัก

4. กล้ามเนื้อบริเวณที่ออกกำลังกายอาจเกิดอาการบาดเจ็บ หากไม่หยุดทำการรักษา อาจถึงขั้นพิการ และใช้งานไม่ได้ตลอดชีวิต เช่น กล้ามเนื้อหัวไหล่ นิ้วมือ เข่า ข้อศอก ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย ฯลฯ

5. หากไม่ได้ตรวจร่างกายก่อนออกกำลังกาย และเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้มีความผิดปกติ หรือโรคภัยอะไรร้ายแรง แล้วหักโหมออกกำลังกายอย่างหนัก อาจเป็นการกระตุ้นให้โรคนั้นๆ กำเริบเร็วขึ้น เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

ดังนั้น เราควรออกกำลังกายแต่พอดี ในระดับที่เหมาะสมกับร่างกายของเรา วัยของเรา นอกจากนี้ยังต้องทานอาหารให้ครบหมู่ อย่าทานแต่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลานานๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย

สุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อจะได้มีแรง และพลังงานมาใช้ในการออกกำลังกายต่อไป หากเกิดอาการผิดปกติเมื่อไร ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที เท่านี้คุณก็ออกกำลังกายอย่างมีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริงแล้วล่ะค่ะ

โรคมะเร็งในผู้หญิงกับ 15 อาการที่ควรระวัง

Dr. Robyn Andersen นายแพทย์แหล่งศูนย์วิจัยมะเร็ง เฟรด ฮัทชินสันในซีแอตเทิล กล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการให้ความสนใจกับร่างกายว่ามีอะไรที่ผิดไปจากปกติหรือเปล่า อาการใหม่ๆ บางอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และคุณต้องทราบว่ามันหมายความว่าอะไร?

แล้วอะไรบ้างล่ะที่ต้องจับตาดูเอาไว้?

1. เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง

ก้อนในเต้านมส่วนมากแล้วจะไม่ใช่มะเร็ง แต่หมอก็จะตรวจเช็คอยู่ดู และคุณก็ควรรู้จักการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย

  • ผิวหนังเป็นรอยบุ๋ม หรือดึงรั้ง
  • หัวนมบุ๋ม
  • มีสารคัดหลั่งทางหัวนม
  • เกิดรอยแดง หรือหัวนมเปลี่ยนขนาด หรือสีผิวของหน้าอกเปลี่ยนแปลง

เพื่อหาสาเหตุของอาการ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายและถามคำถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ นอกจากนี้ยังอาจมีการทดสอบ อย่างเช่น แมมโมแกรม หรือการตรวจชิ้นเนื้อ โดยแพทย์จะตัดเอาเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ไปทดสอบ

2. อาการบวม
“ผู้หญิงมักจะมีอาการบวมเป็นปกติ รอดูอาการสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูว่ามันจะหายไปหรือไม่” Dr. Marleen Meyers แพทย์ด้านเนื้องอกวิทยา ที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone กล่าว

หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมันเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำหนักลดหรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ อาการท้องอืดอยู่เนืองๆ มักจะบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งรังไข่ คุณจึงควรตรวจอุ้งเชิงกรานและตรวจเลือดบ่อยๆ และตรวจอัลตราซาวน์ในบางที เพื่อมองหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งด้วย Dr. Andersen กล่าว

3. มีเลือดออกระหว่างมีประจำเดือน
ถ้าคุณยังมีประจำเดือนอยู่ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบว่าคุณพบเลือดออกมาในระหว่างมีรอบเดือน การมีเลือดออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน อาจมีหลายสาเหตุ ซึ่งอาการนี้แพทย์จะตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นมะเร็งมดลูก (หรือมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูก) หรือไม่

การมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนเป็นเรื่องไม่ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน

4. ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของขนาด, รูปทรง, และสีสันของขี้แมลงวัน หรือจุดต่างๆ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนังได้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและทดสอบอย่างละเอียด บางครั้งอาจต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อด้วย นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรรอคอย D. Meyers กล่าว

5. มีเลือดออกมาปะปนกับปัสสาวะหรืออุจจาระ
ควรบอกแพทย์ของคุณหากมีเลือดไหลออกจากร่างกายในส่วนที่มันไม่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการมาแล้วมากกว่า 1 หรือ 2 วัน Dr.Meyers กล่าว

อุจจาระปนเลือดออกมาบ่อยครั้งบ่งชี้ว่าเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร แต่ก็อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ส่วนปัสสาวะปนเลือดบ่อยครั้งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งที่ไต นายแพทย์ Herbert Lepor ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสาวะ ใน NYU’s Langone กล่าว

6. การเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำเหลือง
ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดเล็ก ขนาดประมาณเม็ดถั่วกระจายอยู่ทั่วร่างกาย การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ แต่โรคมะเร็งบางชนิด อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมได้เช่นกัน

ควรเข้าพบแพทย์หากคุณพบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย ที่กินเวลานานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น Dr.Meyers กล่าว

7. ปัญหาการกลืน
อาการกลืนลำบากในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนัก แต่หากมันเกิดขึ้นบ่อยๆ และร่วมกับมีอาการอาเจียนและน้ำหนักลดแล้ว ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แพทย์จะทำการตรวจหาโรคมะเร็งลำคอและมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยตรวจเช็คบริเวณลำคอและการกลืนแป้งแบเรี่ยม ซึ่งจะต้องดื่มสารพิเศษทึบแสงที่ช่วยให้มองเห็นลำคอได้ชัดขึ้นในระหว่างเอกซเรย์

8. น้ำหนักลดโดยไม่ได้พยายาม
ผู้หญิงส่วนมากอยากให้น้ำหนักลดหายไปเหมือนระเหยไปในอากาศ แต่การสูญเสียน้ำหนักเป็น 10 ปอนด์หรือมากกว่าโดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอาหารหรือออกกำลังกายเลยนั้น อาจเป็นสัญญาณของปัญหาได้

การสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจส่วนใหญ่แล้วอาจไม่ได้เกิดจากโรคมะเร็ง Dr.Meyers กล่าว “มันมักจะเกิดจากความเครียดหรือเกิดจากต่อมไทรอยด์ แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อน, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอดก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน”

แพทย์จะทำการทดสอบหลายอย่างเพื่อมองหาสาเหตุ รวมไปถึงการตรวจเลือดและ CT Scan ด้วย

9. อาการแสบร้อนในทรวงอก
การกินอาหารมากเกินไป, ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และความเครียด (บางครั้งก็สามอย่างรวมกัน) เป็นต้นเหตุของอาการแสบร้อนในทรวงอกได้ Dr. Meyers แนะนำให้คุณลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อลองดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่

แต่หากมันไม่ดีขึ้นเลย ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาการแสบร้อนกลางอกที่ไม่หายขาดหรือเลวร้ายลงอาจหมายถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งลำคอ หรือมะเร็งรังไข่ได้

10. การเปลี่ยนแปลงภายในช่องปาก
ถ้าคุณสูบบุหรี่ ให้สังเกตฝ้าสีขาวหรือสีแดงอ่อนภายในปาก หรือบนริมฝีปาก ทั้งสองชนิดเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งช่องปาก คุณควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการทดสอบและรักษาต่อไป

11. มีไข้
ไข้ที่ไม่ยอมหายและหาสาเหตุไม่ได้อาจหมายถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งเลือดชนิดอื่นๆ แพทย์ของคุณจะตรวจประวัติทางการแพทย์และทำการทดสอบร่างกายเพื่อหาสาเหตุต่อไป

12. ความเมื่อยล้า
ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกเมื่อยล้าเพราะชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่หากเป็นความเมื่อยล้าที่ไม่ยอมหายไป นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเมื่อยยล้าที่เกิดขึ้นหรือคุณมีอาการอื่นๆ ข้างเคียงด้วย อย่างเช่น มีเลือดออกมากับอุจจาระ แพทย์จะสอบถามถึงประวัติการแพทย์ในอดีตและตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุต่อไป

13. อาการไอ
การไอส่วนใหญ่แล้วจะหายไปใน 3-4 สัปดาห์ อย่าละเลยหากอาการไอกินเวลานานกว่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณสูบบุหรี่หรือหายใจไม่ออก หากไอออกมาเป็นเลือดให้รีบไปพบแพทย์ การไอแบบนี้ส่วนมากจะเป็นอาการของมะเร็งปอด

14. อาการปวด
โรคมะเร็งไม่ก่อให้เกิดอาการปวด แต่อาการปวดที่ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณของมะเร็งกระดูก, มะเร็งสมอง หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ ยิ่งโดยเฉพาะหากมีอาการมาเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น

15. ปวดท้องและซึมเศร้า
มันเป็นอาการที่หาได้ยาก แต่หากคุณปวดท้องร่วมกับมีอาการซึมเศร้าด้วยก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อนได้ แล้วคุณควรกังวลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวคุณเคยมีคนเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือเปล่า ดังนั้นจึงควรเข้าตรวจเช็คอาการนั่นเอง

แค่วิ่งก็บำรุงสมองได้

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาเปิดเผยผลวิจัยศึกษาสมองของกลุ่มคนที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำว่ามีการเชื่อมต่อระบบสมองที่ดีกว่าคนธรรมดาที่ไม่ออกกำลังกายเลย คล้ายกับการวิจัยเกี่ยวกับนักดนตรีซึ่งก็มีพัฒนาการเชื่อมต่อทางสมองดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรีเช่นกัน
ประโยชน์ของการมีระบบเชื่อมต่อในสมองที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในยามก้าวเข้าสู่วัยชราและยังช่วยยืดอายุการใช้งานของสมองในด้านการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจได้นานยิ่งขึ้นอีก

โดยปกติเมื่อเราแก่เฒ่า สมองส่วนหน้า (Frontal Cortex) จะสูญเสียการเชื่อมต่อกับสมองส่วนอื่นๆ อันเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำสั้น แต่การวิ่งจะช่วยทำให้รอยต่อสมองส่วนหน้ากับส่วนอื่นๆนั้นกระชับได้นานกว่าปกติ


นักวิจัยใช้วิธีเปรียบเทียบผลการสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มได้แก่กลุ่มนักวิ่งข้ามทุ่งครอสคันทรี่และกลุ่มที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยนานกว่า 1 ปี กลุ่มละ 11 คน รวมทั้งหมด 22 คน ซึ่งทุกคนล้วนมีอายุไล่เลี่ยกันประมาณ 18 ถึง 25 ปี มีดัชนีมวลกาย (ตัวชี้วัดความสมส่วนของร่างกายจากน้ำหนัก-ส่วนสูง) เท่าๆกันและมีพื้นเพการศึกษาที่อยู่ในระดับเดียวกันอีกด้วย
ผลการสแกนสมองพบว่าการเชื่อมต่อระบบการทำงานของสมองในสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวพันธ์กับทักษะการวางแผน การตัดสินใจ และการทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) ของกลุ่มนักวิ่งมีพัฒนาการเหนือกว่ากลุ่มที่ไม่นิยมออกกำลังกายในหลายๆจุด ซึ่งก่อนหน้านี้มีการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการเชื่อมต่อระบบสมองและกิจกรรมที่ต้องใช้การฝึกกล้ามเนื้อ (Motor Control) เช่นการฝึกใช้กล้ามเนื้อเล่นเครื่องดนตรีให้ผลลัพท์ออกมาแบบเดียวกัน

ทีมวิจัยจึงอนุมานว่าการวิ่งออกกำลังกายมีผลต่อสมองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ว่าการวิ่งจะเป็นเพียงการออกแรงกล้ามเนื้อเฉยๆโดยไม่ต้องคิดเยอะเท่าการเล่นดนตรีก็ตาม
ทว่าทีมวิจัยกล่าวว่าผลการศึกษาครั้งนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบว่าการวิ่งสร้างปฏิกิริยาอย่างไรกับสมองบ้าง ต้องศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยชิ้นนี้ก็พอทำให้เห็นประโยชน์ระยะยาวต่อสุขภาพ ฉะนั้น รักตัวเอง รักแฟน รักเพื่อน รักครอบครัว ชวนกันมาสะสมชั่วโมงบินกันดีกว่า ออกไปวิ่งทุกวันด้วยกันนะครับ

สังเกตตัวเอง ตาพร่ามัว อาการผิดปกติที่รักษาได้

         อาการตาพร่ามัวเป็นอีกหนึ่งปัญหาของการมองเห็นผิดปกติ ผู้ป่วยจะมองภาพไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพเลือนลาง ถ้าหากเป็นมากจะไม่สามารถจำแนกได้ว่าภาพนั้นคืออะไร ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง อาการตาพร่ามัวยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางอย่าง ที่ทำให้เกิดภาวะพิการทางสายตาได้ อาทิ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น อาการตาพร่ามัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากได้รับการรักษาภายในเวลาที่เหมาะสม อาการดังกล่าวก็สามารถหายได้และป้องกันการเกิดโรคร้ายที่รุนแรงได้

ลักษณะของอาการตาพร่ามัว

การมองเห็นที่ผิดปกติในลักษณะของการมองภาพไม่ชัดเจน รวมถึงค่าสายตามีความผิดปกติแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างอาการตาพร่ามัว ดังนี้

  • วัตถุเดิมที่เคยมองเห็นชัดเจนกลายเป็นภาพเบลอ
  • ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดภายในเวลาสั้น ๆ เช่น เคยวัดค่าสายตาพบว่าสั้น 200 หลังจากนั้นไม่กี่เดือนกลายเป็นสั้น 500
  • มองเห็นแสงสะท้อน เช่น ขณะขับขี่ยานพาหนะเห็นภาพสะท้อนจนไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ หรือมองพระจันทร์แล้วเห็นเป็นเงาสะท้อน เป็นต้น
  • มองใบหน้าคนเป็นฝ้ามัว หรือใบหน้าบุคคลนั้นความจริงแล้วมีสิวและริ้วรอยต่าง ๆ แต่กลับมองเห็นเป็นใบหน้าเนียนเรียบ
  • มองตัวหนังสือไม่ชัดเจน ไม่สามารถอ่านหนังสือได้
  • มองภาพสีสดใสกลายเป็นสีจาง
  • มองภาพแคบลง เดินชน หรือขับรถชน ด้านข้าง
  • ความรุนแรงของอาการตาพร่ามัว

อาการตาพร่ามัว เป็นสัญญาณของความผิดปกติทางตา อาจนำไปสู่โรคต้อ ทั้งต้อกระจกและต้อหิน ที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดได้ในอนาคต หากได้รับการรักษาทันเวลาจะสามารถป้องกันอาการต้อรุนแรงได้ แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจทำให้ตาบอดได้

วิธีทดสอบอาการตาพร่ามัวเบื้องต้น

  • ผู้ทดสอบยืนห่างผู้ป่วย 3 เมตร
  • ให้ผู้ป่วยปิดตาหนึ่งข้าง
  • ผู้ทดสอบชูนิ้วให้ผู้ป่วยดู
  • สอบถามผู้ป่วยว่าเห็นกี่นิ้ว และให้ผู้ป่วยตอบตามที่มองเห็น เพื่อทดสอบการมองเห็น
  • หากคำตอบของผู้ป่วยไม่ตรงกับจำนวนนิ้วที่ชู หมายถึงตาข้างนั้นมีอาการพร่ามัวค่อนข้างมาก
  • อาการตาพร่ามัวและโรคต้อ

ผู้ป่วยที่มีอาการตาพร่ามัวบางรายอาจไม่สามารถมองเห็นได้เลย ต้องใช้มือคลำเพื่อช่วยเหลือตัวเอง เกิดจากเลนส์ตากลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ หรือในบางรายเป็นสีขาวขุ่น เปลือกหุ้มเลนส์พร้อมที่จะรั่ว หากเลนส์รั่วจะส่งผลให้น้ำโปรตีนในเลนส์ออกมาและกลายเป็นต้อหินได้ อาการระดับนี้เกิดจากการปล่อยทิ้งไว้นาน โดยไม่ได้รับการรักษา

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคต้อกระจก

  • แสงแดด
  • สารพิษและยาบางชนิด
  • รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ร่างกายขาดวิตามิน ไม่รับประทานผักผลไม้
  • อุบัติเหตุต่อตา
  • การสูบบุหรี่
  • การติดเชื้อในตา เป็นต้น.

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคต้อหิน

การซื้อยาหยอดตา หรือยากินบางชนิดมาใช้เองโดยเฉพาะกลุ่มเสตียรอยด์
การอักเสบในตา
ปล่อยให้อาการตาพร่ามัวจากต้อกระจก ดำเนินไปเป็นเวลานานโดยไม่รักษา