Category สุขภาพเกี่ยวกับหู

การใช้งานเครื่องช่วยฟัง

วิวัฒนาการการยอมรับในการใช้งานเครื่องช่วยฟังจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

             โดยปกติคนเราจะเริ่มมีปัญหาด้านการได้ยินเสียงเมื่อมีอายุมากแล้วซึ่งโดยประมาณจะอยู่ที่อายุ 80 ปีขึ้นไปแต่ก็มีคนบางส่วนที่มีปัญหาการได้ยินเสียงไม่ขัดเจนเร็วขึ้น เพราะผลพวงมาจากการใช้งานหูอย่างหนักในข่วงวัยทำงาน หรือช่วงวัยรุ่น แต่การที่คนเรามีปัญหาด้านการยินเสียงจะเป็นตอนอายุมากหรือน้อยนั้นมีได้หลายสาเหตุและหลายปัจจัยด้วยกัน

ในสมัยก่อนเราจะเห็นได้ว่าหากใครที่มีปัญหาด้านการได้ยินเสียง พวกเขาจะไม่ค่อยพูดคุยกับคนอื่นอาจจะเพราะคิดว่าถึงพูดไปพวกเขาก็คงไม่สามารถตอบโต้กลับมาแล้วตัวเองจะได้ยินเสียงตอบโต้นั้นได้

จึงทำให้พบว่ากลุ่มคนที่มีปัญหาด้านการได้ยินมักจะแยกตัวอออกมาจากครอบครัวหรือสังคม เพราะเกรงว่าตัวเองจะทำให้คนอื่นรำคาญ และถึงแม้จะมีการพัฒนาให้มีการใช้ภาษามือเพื่อเอาไว้คุยกับคนที่ปัญหาด้านการได้ยินเสียงแต่คนส่วนใหญ่อย่างผู้สูงอายุมักจะทำภาษามือไม่เป็นเพราะต้องเรียน

ซึ่งคนสูงอายุมักไม่ขอบเรียนรู้อะไรมากนัก

ทำให้การใช้ภาษามือจะจำกัดการใช้งานเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการผลิตเครื่องช่วยฟังขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนที่มีปัญหาด้านการได้ยินมีทางเลือกที่มากขึ้น โดยเลือกที่จะมีปัญหาทางหูต่อไปหรืออยากปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้เพียงแค่ใช้อุปกรณ์เสริมนี้เท่านั้น

ซึ่งเมื่อตอนที่มี เครื่องช่วยฟัง เข้ามาให้ใช้งานในช่วงแรกๆ ผู้คนยังไม่ให้ความสำคัญมากนัก เพราะไม่มีใครรู้จักเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มาก่อน และตอนที่บริษัทต่างๆผลิตเครื่องช่วยฟังนำมาจำหน่ายครั้งแรก อุปกรณ์ก็มีขนาดใหญ่เทอะทะ มีสายระโยงรยางค์ ไม่สะดวกต่อการใช้งาน และยิ่งสำหรับคนสูงอายุด้วยแล้ว

ต่างมองว่าการใช้เครื่องช่วยฟังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องใช้ก็ได้ หากฟังใครไม่รู้เรื่องก็แค่ไม่ต้องสื่อสารกันก็เท่านั้นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่ต้องคุยกับตาและยาย เรามักจะต้องตะโกนคุยกับตาและยายตลอด

และบางทีก็ต้องพูดคำพูดเดิมๆซ้ำๆจนเจ็บคอ แต่ต่อมาเมื่อมีการอธิบายข้อดีข้อเสียของเครื่องช่วยฟังให้คนสูงอายุได้ฟังและได้รู้จักมากขึ้น พวกท่านก็เริ่มยอมรับและทดลองใช้เครื่องช่วยฟัง และเมื่อมีคนเริ่มใช้งานมากขึ้นบริษัทที่ผลิต เครื่องช่วยฟัง จึงมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องช่วยฟังให้มีหลากหลายขึ้น และมีการปรับราคาให้ถูกลง เราจึงจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีคนที่มีปัญหาด้านการได้ยินเสียงหันมาใช้เครื่องช่วยฟังกันมากขึ้น

การยืดอายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟัง

เครื่องช่วยฟังของเรามีอายุการใช้งานแตกต่างกันตามรุ่นของมัน แต่นั้นก็ไม่ได้บ่งบอกว่ามันจะใช้งานได้ตามจริงอย่างที่มีการระบุไว้ เพราะจากข้างกล่องที่ระบุไว้สามารถบอกได้ถึงการใช้งานคร่าวๆเท่านั้น แต่สำหรับการใช้งานที่แท้จริงก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลของเราอีกด้วย ดังนั้นเราจะมาเอ่ยถึงตัวช่วยที่จะสามารถช่วยในการยืดอายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟังเหล่านี้กันว่ามีวิธีไหนที่สามารถยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

คุณทราบหรือไม่ว่าตู้ดูดความอับชื้นมีความสำคัญต่อเครื่องช่วยฟัง

การยืดอายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟังให้มีการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ด้วยการนำเครื่องช่วยฟังของเราเข้าไปเก็บไว้ที่ตู้ดูดความอับชื้น ซึ่งจะเป็นรูปแบบกล่องหรือตู้ก็แล้วแต่รุ่น แต่เราควรนำไปเก็บไว้เพื่อให้ตู้ดูดความชื้นทำงานกับอุปกรณ์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี

ตู้ดูดความชื้นสามารถดูแลเครื่องช่วยฟังให้ยาวนานขึ้นได้อย่างไร

การทำงานของตู้ดูดความชื้นนั้นเป็นลักษณะการทำให้อุณหภูมิของภายในตัวเครื่องทำงานกำจัดความชื้นด้วยวิธีการนำเทคโนโลยีที่ผลิตมาเพื่อจุดประสงค์ต้องการให้มีการผลักดันความชื้นที่มีอยู่ในเครื่องช่วยฟังออกไป ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นรูปแบบพัดลมเล็กๆที่ทำปฏิกิริยาของมันแล้วจะทำให้เกิดการไล่ความชื้นออกจากเครื่องช่วยฟังได้

การใช้ตู้ดูดความชื่นนั้นมีทั้งแบบพัดลมที่ช่วยดูดความชื้นและยังมีแบบการระบายอากาศในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่แบบพัดลมอีกด้วย เนื่องจากวิธีหลังนั้นเป็นการพัฒนาเครื่องดูดความชื้นไปในรูปแบบการไหลของอากาศทำให้เราใช้ไฟฟ้าน้อยลงในการใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าหากมีการใช้ไฟฟ้าลดลงก็จะไม่ทำให้อุปกรณ์ในเครื่องมีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเป็นข้อดีของการใช้รุ่นนี้เพราะเป็นการทำให้เราประหยัดเรื่องของการเปลี่ยนสารดูดความชื้นให้น้อยลงไปด้วย

เครื่องดูดความชื้นจะต้องมีหลอด UV เพื่อฆ่าเชื้อโรค ซึ่งเป็นการฆ่าเชื้อโรคให้กับเครื่องช่วยฟังเพื่อป้องกันการเกิดผลร้ายที่ส่งตรงต่อหูของเรา 

วิธีการใช้ตู้ดูดความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง

อุปกรณ์ที่เราเลือกใช้เป็นแบบไหนระหว่างต้องแยกชิ้นส่วนออกก่อนหรือไม่ต้องแยกชิ้นส่วนเพราะการทำงานค่อนข้างมีความต่างกันอยู่พอสมควร หลักการทำงานของมันสามารถแยกประเภทการใช้งานได้ดังนี้

หากเป็นการไม่ต้องแยกชิ้นส่วนออกนั้น เราสามารถเปิดช่องที่ใส่แบตเตอรี่ไว้กับตัวเครื่องได้เลย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของความร้อนและวิธีนี้เหมาะสำหรับบุคคลที่ชอบหลงลืมในการแยกชิ้นส่วนมาก

ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นเป็นการแยกชิ้นส่วนออก โดยเราจะต้องทำการปิดเครื่องเสียงก่อน จากนั้นก็แยกชิ้นส่วนแบตเตอรี่ หรืออุปกรณือื่นๆออกมา โยจะนำแค่ตัวเครื่องเข้าไปเพียงเท่านั้น