ออกกำลังกายที่ดีต้องไม่มากเกินไป

คุณออกกำลังกาย “มากเกินไป”
1. รู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า

2. ภูมิคุ้มกันลดลง จากการใช้พลังงานในร่างกายมากเกินไป และพักผ่อนไม่เพียงพอ

3. อารมณ์ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบาน เพราะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่จำเป็น “ต้องทำ” และกดดันตัวเองให้ทำ มากกว่าจะมองว่าเป็นการผ่อนคลาย

4. นอนไม่หลับ มีเรื่องให้คิด หรือจิตใจไม่สงบ ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา

5. อารมณ์แปรปรวน ไม่มั่นคง หงุดหงิดงุ่นง่านมากขึ้น

6. ปวดเมื่อย ทรมานไปทั้งตัว หรือเฉพาะส่วนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก และส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บ ไม่ได้รับการเยียวยารักษา หรือซ่อมแซม

7. กระหายน้ำมากผิดปกติ เหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเป็นลมหมดสติ

โทษของการออกกำลังกายมากเกินไป
1. ร่างกายมีความผิดปกติ เจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือหยุดการเจริญเติบโต

2. รูปร่างภายนอกดูดี แต่ระบบร่างกายภายในกลับรวน เช่น ประจำเดือนขาด มาไม่สม่ำเสมอ อวัยวะภายในร่างกายทำงานมากผิดปกติ

3. ในกรณีที่ทานโปรตีน หรือเวย์โปรตีนควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย หากไม่ควบคุมสารอาหารให้มีความสมดุล อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร รับโปรตีนมากเกินไป ส่งผลให้ตับ และไตทำงานหนัก

4. กล้ามเนื้อบริเวณที่ออกกำลังกายอาจเกิดอาการบาดเจ็บ หากไม่หยุดทำการรักษา อาจถึงขั้นพิการ และใช้งานไม่ได้ตลอดชีวิต เช่น กล้ามเนื้อหัวไหล่ นิ้วมือ เข่า ข้อศอก ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย ฯลฯ

5. หากไม่ได้ตรวจร่างกายก่อนออกกำลังกาย และเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้มีความผิดปกติ หรือโรคภัยอะไรร้ายแรง แล้วหักโหมออกกำลังกายอย่างหนัก อาจเป็นการกระตุ้นให้โรคนั้นๆ กำเริบเร็วขึ้น เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

ดังนั้น เราควรออกกำลังกายแต่พอดี ในระดับที่เหมาะสมกับร่างกายของเรา วัยของเรา นอกจากนี้ยังต้องทานอาหารให้ครบหมู่ อย่าทานแต่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลานานๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย

สุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อจะได้มีแรง และพลังงานมาใช้ในการออกกำลังกายต่อไป หากเกิดอาการผิดปกติเมื่อไร ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที เท่านี้คุณก็ออกกำลังกายอย่างมีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริงแล้วล่ะค่ะ

ตรวจเช็คโรคร้ายเพื่อไม่เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ

ตรวจเช็คโรคร้ายเพื่อไม่เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ

ไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันพอกตับหรือโรคตับแข็งนั้นเป็นโรคที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง การรักษาโรคตับแข็งนั้นปัจจุบันไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้มีแต่วิธีที่จะช่วยรักษาไม่ให้อาการนั้นทรุดลงกว่าเดิมทางทีดีเราควรหลีกเลี่ยงวิธีต่างๆเพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นโรคนี้ วิธีที่เราจะสามารถป้องกันไม่ให้เราหรือคนใกล้ชิดของเราเป็นโรคตับแข็งนั้นมีดังต่อไปนี้

ลดหรือหยุดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์แต่ทางที่ดีเราควรหยุดดื่มไปเลยจะดีกว่า หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ตัวเราเป็นโรคตับแข็งที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปนั้น ควรที่จะหยุดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภททันที เพื่อที่จะไม่ให้เป็นปัจจัยหรือเป็นสิ่งกระตุ้นให้มีอาการมากยิ่งขึ้น โดยทางแพทย์อาจมีประแนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมหรือกลุ่มฟื้นฟูผู้ที่ติดสุราเรื้อรังในบางราย หากผู้ผ่วยท่านนั้นไม่สามารถหยุดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์หรือสุราได้

รับประทานยาเพื่อช่วยควบคุมยับยั้งโรคไวรัสตับอักเสบ โดยทางแพทย์จะมีการจ่ายยาประเภท สเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัสเพื่อช่วยไม่ให้เซลล์ไวรัสกระจายตัวหรือไปทำลายเซล์ตับมากขึ้นไปกว่าเดิม และเป้นการลดจำนวนไวรัสให้ลดลงอีกด้วย

ลดน้ำหนัก อาจจะมองว่าวิธีนี้มีด้วยหรอ หรือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะว่าผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันเกาะที่ตับ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์นั้น ควยที่จะลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักเพื่อที่จะคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ไม่มากเกิดไปนั้นเอง  นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคที่ไม่เฉพาะเจาะจง แต่เป็นอาการที่ผิดปกติจากสภาวะแทรกซ้อนของโรค ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้ยาควบคู่ไปกับอาการของโรคและเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น สภาวะบวมน้ำ ตามอวัยวะต่างๆ โดยทางแพทย์จะให้ยารับประทานช่วยขับปัสสาวะ เพื่อที่จะช่วยลดน้ำหรือขับน้ำออกจากร่างกายและควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเกลือมากเกินไป เพราะจทำให้เกิดการบวมน้ำมากขึ้นนั้นเอง

โรคมะเร็งในผู้หญิงกับ 15 อาการที่ควรระวัง

Dr. Robyn Andersen นายแพทย์แหล่งศูนย์วิจัยมะเร็ง เฟรด ฮัทชินสันในซีแอตเทิล กล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการให้ความสนใจกับร่างกายว่ามีอะไรที่ผิดไปจากปกติหรือเปล่า อาการใหม่ๆ บางอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และคุณต้องทราบว่ามันหมายความว่าอะไร?

แล้วอะไรบ้างล่ะที่ต้องจับตาดูเอาไว้?

1. เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง

ก้อนในเต้านมส่วนมากแล้วจะไม่ใช่มะเร็ง แต่หมอก็จะตรวจเช็คอยู่ดู และคุณก็ควรรู้จักการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย

  • ผิวหนังเป็นรอยบุ๋ม หรือดึงรั้ง
  • หัวนมบุ๋ม
  • มีสารคัดหลั่งทางหัวนม
  • เกิดรอยแดง หรือหัวนมเปลี่ยนขนาด หรือสีผิวของหน้าอกเปลี่ยนแปลง

เพื่อหาสาเหตุของอาการ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายและถามคำถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ นอกจากนี้ยังอาจมีการทดสอบ อย่างเช่น แมมโมแกรม หรือการตรวจชิ้นเนื้อ โดยแพทย์จะตัดเอาเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ไปทดสอบ

2. อาการบวม
“ผู้หญิงมักจะมีอาการบวมเป็นปกติ รอดูอาการสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูว่ามันจะหายไปหรือไม่” Dr. Marleen Meyers แพทย์ด้านเนื้องอกวิทยา ที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone กล่าว

หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมันเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำหนักลดหรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ อาการท้องอืดอยู่เนืองๆ มักจะบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งรังไข่ คุณจึงควรตรวจอุ้งเชิงกรานและตรวจเลือดบ่อยๆ และตรวจอัลตราซาวน์ในบางที เพื่อมองหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งด้วย Dr. Andersen กล่าว

3. มีเลือดออกระหว่างมีประจำเดือน
ถ้าคุณยังมีประจำเดือนอยู่ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบว่าคุณพบเลือดออกมาในระหว่างมีรอบเดือน การมีเลือดออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน อาจมีหลายสาเหตุ ซึ่งอาการนี้แพทย์จะตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นมะเร็งมดลูก (หรือมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูก) หรือไม่

การมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนเป็นเรื่องไม่ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน

4. ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของขนาด, รูปทรง, และสีสันของขี้แมลงวัน หรือจุดต่างๆ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนังได้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและทดสอบอย่างละเอียด บางครั้งอาจต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อด้วย นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรรอคอย D. Meyers กล่าว

5. มีเลือดออกมาปะปนกับปัสสาวะหรืออุจจาระ
ควรบอกแพทย์ของคุณหากมีเลือดไหลออกจากร่างกายในส่วนที่มันไม่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการมาแล้วมากกว่า 1 หรือ 2 วัน Dr.Meyers กล่าว

อุจจาระปนเลือดออกมาบ่อยครั้งบ่งชี้ว่าเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร แต่ก็อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ส่วนปัสสาวะปนเลือดบ่อยครั้งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งที่ไต นายแพทย์ Herbert Lepor ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสาวะ ใน NYU’s Langone กล่าว

6. การเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำเหลือง
ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดเล็ก ขนาดประมาณเม็ดถั่วกระจายอยู่ทั่วร่างกาย การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ แต่โรคมะเร็งบางชนิด อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมได้เช่นกัน

ควรเข้าพบแพทย์หากคุณพบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย ที่กินเวลานานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น Dr.Meyers กล่าว

7. ปัญหาการกลืน
อาการกลืนลำบากในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนัก แต่หากมันเกิดขึ้นบ่อยๆ และร่วมกับมีอาการอาเจียนและน้ำหนักลดแล้ว ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แพทย์จะทำการตรวจหาโรคมะเร็งลำคอและมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยตรวจเช็คบริเวณลำคอและการกลืนแป้งแบเรี่ยม ซึ่งจะต้องดื่มสารพิเศษทึบแสงที่ช่วยให้มองเห็นลำคอได้ชัดขึ้นในระหว่างเอกซเรย์

8. น้ำหนักลดโดยไม่ได้พยายาม
ผู้หญิงส่วนมากอยากให้น้ำหนักลดหายไปเหมือนระเหยไปในอากาศ แต่การสูญเสียน้ำหนักเป็น 10 ปอนด์หรือมากกว่าโดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอาหารหรือออกกำลังกายเลยนั้น อาจเป็นสัญญาณของปัญหาได้

การสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจส่วนใหญ่แล้วอาจไม่ได้เกิดจากโรคมะเร็ง Dr.Meyers กล่าว “มันมักจะเกิดจากความเครียดหรือเกิดจากต่อมไทรอยด์ แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อน, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอดก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน”

แพทย์จะทำการทดสอบหลายอย่างเพื่อมองหาสาเหตุ รวมไปถึงการตรวจเลือดและ CT Scan ด้วย

9. อาการแสบร้อนในทรวงอก
การกินอาหารมากเกินไป, ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และความเครียด (บางครั้งก็สามอย่างรวมกัน) เป็นต้นเหตุของอาการแสบร้อนในทรวงอกได้ Dr. Meyers แนะนำให้คุณลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อลองดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่

แต่หากมันไม่ดีขึ้นเลย ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาการแสบร้อนกลางอกที่ไม่หายขาดหรือเลวร้ายลงอาจหมายถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งลำคอ หรือมะเร็งรังไข่ได้

10. การเปลี่ยนแปลงภายในช่องปาก
ถ้าคุณสูบบุหรี่ ให้สังเกตฝ้าสีขาวหรือสีแดงอ่อนภายในปาก หรือบนริมฝีปาก ทั้งสองชนิดเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งช่องปาก คุณควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการทดสอบและรักษาต่อไป

11. มีไข้
ไข้ที่ไม่ยอมหายและหาสาเหตุไม่ได้อาจหมายถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งเลือดชนิดอื่นๆ แพทย์ของคุณจะตรวจประวัติทางการแพทย์และทำการทดสอบร่างกายเพื่อหาสาเหตุต่อไป

12. ความเมื่อยล้า
ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกเมื่อยล้าเพราะชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่หากเป็นความเมื่อยล้าที่ไม่ยอมหายไป นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเมื่อยยล้าที่เกิดขึ้นหรือคุณมีอาการอื่นๆ ข้างเคียงด้วย อย่างเช่น มีเลือดออกมากับอุจจาระ แพทย์จะสอบถามถึงประวัติการแพทย์ในอดีตและตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุต่อไป

13. อาการไอ
การไอส่วนใหญ่แล้วจะหายไปใน 3-4 สัปดาห์ อย่าละเลยหากอาการไอกินเวลานานกว่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณสูบบุหรี่หรือหายใจไม่ออก หากไอออกมาเป็นเลือดให้รีบไปพบแพทย์ การไอแบบนี้ส่วนมากจะเป็นอาการของมะเร็งปอด

14. อาการปวด
โรคมะเร็งไม่ก่อให้เกิดอาการปวด แต่อาการปวดที่ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณของมะเร็งกระดูก, มะเร็งสมอง หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ ยิ่งโดยเฉพาะหากมีอาการมาเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น

15. ปวดท้องและซึมเศร้า
มันเป็นอาการที่หาได้ยาก แต่หากคุณปวดท้องร่วมกับมีอาการซึมเศร้าด้วยก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อนได้ แล้วคุณควรกังวลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวคุณเคยมีคนเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือเปล่า ดังนั้นจึงควรเข้าตรวจเช็คอาการนั่นเอง

แค่วิ่งก็บำรุงสมองได้

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาเปิดเผยผลวิจัยศึกษาสมองของกลุ่มคนที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำว่ามีการเชื่อมต่อระบบสมองที่ดีกว่าคนธรรมดาที่ไม่ออกกำลังกายเลย คล้ายกับการวิจัยเกี่ยวกับนักดนตรีซึ่งก็มีพัฒนาการเชื่อมต่อทางสมองดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรีเช่นกัน
ประโยชน์ของการมีระบบเชื่อมต่อในสมองที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในยามก้าวเข้าสู่วัยชราและยังช่วยยืดอายุการใช้งานของสมองในด้านการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจได้นานยิ่งขึ้นอีก

โดยปกติเมื่อเราแก่เฒ่า สมองส่วนหน้า (Frontal Cortex) จะสูญเสียการเชื่อมต่อกับสมองส่วนอื่นๆ อันเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำสั้น แต่การวิ่งจะช่วยทำให้รอยต่อสมองส่วนหน้ากับส่วนอื่นๆนั้นกระชับได้นานกว่าปกติ


นักวิจัยใช้วิธีเปรียบเทียบผลการสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มได้แก่กลุ่มนักวิ่งข้ามทุ่งครอสคันทรี่และกลุ่มที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยนานกว่า 1 ปี กลุ่มละ 11 คน รวมทั้งหมด 22 คน ซึ่งทุกคนล้วนมีอายุไล่เลี่ยกันประมาณ 18 ถึง 25 ปี มีดัชนีมวลกาย (ตัวชี้วัดความสมส่วนของร่างกายจากน้ำหนัก-ส่วนสูง) เท่าๆกันและมีพื้นเพการศึกษาที่อยู่ในระดับเดียวกันอีกด้วย
ผลการสแกนสมองพบว่าการเชื่อมต่อระบบการทำงานของสมองในสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวพันธ์กับทักษะการวางแผน การตัดสินใจ และการทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) ของกลุ่มนักวิ่งมีพัฒนาการเหนือกว่ากลุ่มที่ไม่นิยมออกกำลังกายในหลายๆจุด ซึ่งก่อนหน้านี้มีการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการเชื่อมต่อระบบสมองและกิจกรรมที่ต้องใช้การฝึกกล้ามเนื้อ (Motor Control) เช่นการฝึกใช้กล้ามเนื้อเล่นเครื่องดนตรีให้ผลลัพท์ออกมาแบบเดียวกัน

ทีมวิจัยจึงอนุมานว่าการวิ่งออกกำลังกายมีผลต่อสมองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ว่าการวิ่งจะเป็นเพียงการออกแรงกล้ามเนื้อเฉยๆโดยไม่ต้องคิดเยอะเท่าการเล่นดนตรีก็ตาม
ทว่าทีมวิจัยกล่าวว่าผลการศึกษาครั้งนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบว่าการวิ่งสร้างปฏิกิริยาอย่างไรกับสมองบ้าง ต้องศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยชิ้นนี้ก็พอทำให้เห็นประโยชน์ระยะยาวต่อสุขภาพ ฉะนั้น รักตัวเอง รักแฟน รักเพื่อน รักครอบครัว ชวนกันมาสะสมชั่วโมงบินกันดีกว่า ออกไปวิ่งทุกวันด้วยกันนะครับ

สังเกตตัวเอง ตาพร่ามัว อาการผิดปกติที่รักษาได้

         อาการตาพร่ามัวเป็นอีกหนึ่งปัญหาของการมองเห็นผิดปกติ ผู้ป่วยจะมองภาพไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพเลือนลาง ถ้าหากเป็นมากจะไม่สามารถจำแนกได้ว่าภาพนั้นคืออะไร ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง อาการตาพร่ามัวยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางอย่าง ที่ทำให้เกิดภาวะพิการทางสายตาได้ อาทิ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น อาการตาพร่ามัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากได้รับการรักษาภายในเวลาที่เหมาะสม อาการดังกล่าวก็สามารถหายได้และป้องกันการเกิดโรคร้ายที่รุนแรงได้

ลักษณะของอาการตาพร่ามัว

การมองเห็นที่ผิดปกติในลักษณะของการมองภาพไม่ชัดเจน รวมถึงค่าสายตามีความผิดปกติแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างอาการตาพร่ามัว ดังนี้

  • วัตถุเดิมที่เคยมองเห็นชัดเจนกลายเป็นภาพเบลอ
  • ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดภายในเวลาสั้น ๆ เช่น เคยวัดค่าสายตาพบว่าสั้น 200 หลังจากนั้นไม่กี่เดือนกลายเป็นสั้น 500
  • มองเห็นแสงสะท้อน เช่น ขณะขับขี่ยานพาหนะเห็นภาพสะท้อนจนไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ หรือมองพระจันทร์แล้วเห็นเป็นเงาสะท้อน เป็นต้น
  • มองใบหน้าคนเป็นฝ้ามัว หรือใบหน้าบุคคลนั้นความจริงแล้วมีสิวและริ้วรอยต่าง ๆ แต่กลับมองเห็นเป็นใบหน้าเนียนเรียบ
  • มองตัวหนังสือไม่ชัดเจน ไม่สามารถอ่านหนังสือได้
  • มองภาพสีสดใสกลายเป็นสีจาง
  • มองภาพแคบลง เดินชน หรือขับรถชน ด้านข้าง
  • ความรุนแรงของอาการตาพร่ามัว

อาการตาพร่ามัว เป็นสัญญาณของความผิดปกติทางตา อาจนำไปสู่โรคต้อ ทั้งต้อกระจกและต้อหิน ที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดได้ในอนาคต หากได้รับการรักษาทันเวลาจะสามารถป้องกันอาการต้อรุนแรงได้ แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจทำให้ตาบอดได้

วิธีทดสอบอาการตาพร่ามัวเบื้องต้น

  • ผู้ทดสอบยืนห่างผู้ป่วย 3 เมตร
  • ให้ผู้ป่วยปิดตาหนึ่งข้าง
  • ผู้ทดสอบชูนิ้วให้ผู้ป่วยดู
  • สอบถามผู้ป่วยว่าเห็นกี่นิ้ว และให้ผู้ป่วยตอบตามที่มองเห็น เพื่อทดสอบการมองเห็น
  • หากคำตอบของผู้ป่วยไม่ตรงกับจำนวนนิ้วที่ชู หมายถึงตาข้างนั้นมีอาการพร่ามัวค่อนข้างมาก
  • อาการตาพร่ามัวและโรคต้อ

ผู้ป่วยที่มีอาการตาพร่ามัวบางรายอาจไม่สามารถมองเห็นได้เลย ต้องใช้มือคลำเพื่อช่วยเหลือตัวเอง เกิดจากเลนส์ตากลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ หรือในบางรายเป็นสีขาวขุ่น เปลือกหุ้มเลนส์พร้อมที่จะรั่ว หากเลนส์รั่วจะส่งผลให้น้ำโปรตีนในเลนส์ออกมาและกลายเป็นต้อหินได้ อาการระดับนี้เกิดจากการปล่อยทิ้งไว้นาน โดยไม่ได้รับการรักษา

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคต้อกระจก

  • แสงแดด
  • สารพิษและยาบางชนิด
  • รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ร่างกายขาดวิตามิน ไม่รับประทานผักผลไม้
  • อุบัติเหตุต่อตา
  • การสูบบุหรี่
  • การติดเชื้อในตา เป็นต้น.

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคต้อหิน

การซื้อยาหยอดตา หรือยากินบางชนิดมาใช้เองโดยเฉพาะกลุ่มเสตียรอยด์
การอักเสบในตา
ปล่อยให้อาการตาพร่ามัวจากต้อกระจก ดำเนินไปเป็นเวลานานโดยไม่รักษา