ประโยชน์ดีดีของเครื่องเทศจีนที่ส่งผลต่อสุขภาพที่ดี

 สำหรับการปรุงอาหารบางชนิดนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีการใส่เครื่องเทศเพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อย ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเครื่องเทศของจีนี่จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สำหรับเครื่องเทศของจีนที่จะมาแนะนำกันในวันนี้นอกจากจะเป็นส่วนผสมที่ทำให้อาหารอร่อยแล้ว ยังมีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้อีกด้วยมีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

อบเชย หรือ Cinnamon 

หรือภาษาจีนจะเรียกว่า โย่วกุ้ย  หรือกวนกุ้ย หรือบางที่เรียก อิกุ้ย ซึ่งอบเชยของจีนถือว่าเป็นเครื่องเทศที่มีคุณภาพเพราะมีกลิ่นหอมและมีรสหวานปนเผ็ดเล็กน้อย และเราสามารถนำอบเชยมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่นแกงพะโล้ อบเชยนอกจากจะทำให้อาหารอร่อยแล้ว ยังสามารถเป็นสารที่ช่วยในการยับยั้งการเกิดโรคเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสได้ด้วยและหากใครที่มักมีปัญหาในการปวดประจำเดือนอบเชยก็มีสรรพคุณที่สามารถช่วยเหลือได้

โป้ยกั๊ก หรือ Star Anise 

หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่าจันทร์แปดกลีบ สำหรับเครื่องเทศชนิดนี้จะมีกลิ่นฉุนและมีความเผ็ดร้อน โดยเครื่องเทศชนิดนี้สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวานซึ่งประโยชน์ที่เราจะได้รับก็คือ โป้ยกั๊กมีส่วนช่วยในการขับลมในกระเพาะ แก้ปัญหาการท้องผูกและยังช่วยในการขับเสมหะ ช่วยเรื่องโรคเหน็บชาและบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง

พริกไทยเสฉวน  หรือ Sichuan pepper 

เป็นเครื่องเทศที่มีรสเผ็ดมาก ออกแนวเผ็ดร้อน คนไทยจะรู้จักกันดีในการนำมาประกอบอาหารประเภทปิ้งย่าง หรือการทำน้ำพริกหมาล่า ซึ่งเป็นพริกที่ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารให้มีความอร่อยมากยิ่งขึ้นและยังช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อได้ดีอีกด้วย เราสามารถนำพริกไทยเสฉวนนี้มาเป็นส่วนผสมในการปรุงอาหารได้อย่างไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด แหงหรือทอดก็ตาม ข้อดีของพริกไทยเสฉวนคือ จะช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างร่ายกายให้แข็งแรง บำรุงโลหิต ลดปัญหาท้องอืดท้องเฟื้อและยังช่วยขับปัสสาวะ และขจัดพยาธิออกจากร่างกายได้ดี

ก้านพลู  หรือ Clove 

โดยคนส่วนใหญ่จะนำดอกของก้านพลูมาเป็นส่วนประกอบในการทำอาหาร  ซึ่งข้อดีของก้านพลูนั้นจะมีผลต่อระบบลำไส้ เช่นรักษาอาหารไส้เลื่อน หรือช่วยเรื่องปัญหาท้องเสีย และยังสามารถนำมาดับกลิ่นปากได้อีกด้วยประโยชน์ของก้านพลูนั้นมีมากมาย โดยบางที่จะนำก้านพลูมาเป็นส่วนผสมในการทำยาสีฟันเพราะช่วยรักษาโรคกลิ่นปากได้ดี  สำหรับก้านพลูจะมีกลิ่นหอมและมีรสชาติเผ็ด ซึ่งก้านพลูสามารถนำทั้งลำต้น เปลือก ใบหรืแม้แต่ดอกตูมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งหมด

 

สนับสนุนโดย  relx pod น้ำยา

เอชไอวีและเอดส์คืออะไร

สำหรับบางคนก็ยังไม่รู้ว่าเอชไอวีและเอดส์คืออะไรซึ่วันนี้เราจะมาบอกถึงความแตกต่างของเอชไอวีและเอดส์กันว่ามันทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จะเห็นได้ว่าทั้งสองโรคนี้ เอชไอวีและเอดส์ เป็นโรคที่ร้ายแรงเพราะเป็นโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่ติดเชื้อเสียชีวิตได้และยังถือได้ว่าทั้งสองโรคนี้คือโรคติดต่อที่เป็นภัยคุกคามไปทั่วโลกโดยทั้งสองโรคนี้ถือได้ว่าร้ายแรงจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตจากโรคทั้งสองนี้รวมแล้วประมาณ 36.7 ล้านคนทั่วโลก

โรคเอดส์ถือได้ว่าเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี

เอชไอวีซึ่งมีชื่อย่อมาจากคำว่า human immunodeficiency virus  เป็นเชื้อไวรัส ในขณะที่โรคเอดส์หรือ acquired immune deficiency syndrome คือกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นของร่างกายของเรานั้นถูกเชื้อไวรัสทำลายลงไปจนกระทั่งร่างกายของผู้ป่วยนั้นไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคทั้งหลายที่เข้าสู่ร่างกายของเราได้นั่นเอง และผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นก็อาจไม่พัฒนาอาการจนเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์เต็มขั้น

ผลกระทบของเอชไอวีและเอดส์ที่มีต่อร่างกายมนุษย์

ถ้าหากว่าร่างกายของเรามีการติดเชื้อเอชไอวี จะเป็นการทำให้เชื้อเอชไอวีนั้นทำการโจมตีใส่ร่างกายของเราโดยจะทำให้ส่วนคุ้มกันของระบบภายในร่างกายนั้นอ่อนแอลงจนทำให้ร่างกายของเรานั้นไม่สามารถที่จะต่อสู้กับเชื้อเหล่านั้นได้ซึ่งจะก่อให้เกิดการโจมตีขั้นรุนแรงที่มีผลทำให้ร่างกายของเราทรุดตัวอย่างรุนแรง

เป้าหมายของเอชไอวีก็คือการได้เข้าไปทำลายเซลล์ที่อยู่ในร่างกายโดยที่มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆและการติดเชื้อไวรัสเหล่านี้

ชื่อของเซลล์นี้มีชื่อว่า CD4 (หรือเซลล์ T-helper) เป็นเซลล์ที่เป็นเม็ดเลือดขาวโดยมันจะมีหน้าที่ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ติดเชื้อนั้นมีอาการอ่อนแอลงจนทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้ง่าย ในขณะที่คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่แข็งแรงก็จะสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านี้ได้ดีกว่านั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นความช้าเร็วของการดำเนินโรคและผลกระทบที่เชื้อเอชไอวีซึ่งมันจะมีต่อร่างกายนั้นก็เป็นการขึ้นอยู่กับผู้ติดเชื้อในแต่ละคน โดยเกิดจากปัจจัยหลายอย่างเช่น สุขภาพและอายุ รวมถึงความช้าเร็วในการได้รับการรักษา ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินโรคทั้งสิ้น คนบางคนสามารถติดเชื้อเอชไอวีนานหลายปีโดยไม่มีอาการของโรคเอดส์

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน

ประเภทของบุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้าในตอนนี้มีมากมายแบบอย่าง แต่ว่าแบ่งได้ 3 ต้นแบบเป็น แบบที่ 1 (Cigalike) แบบที่ 2 (eGos) และก็แบบที่ 3 (Mods) โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

-บุหรี่ไฟฟ้าต้นแบบที่ 1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Cigalike มีรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งยังทรงแล้วก็ขนาดที่คล้ายกับบุหรี่ธรรมดาทั่วๆไป แต่ว่าจะมีตัวที่ทำให้มีการเกิดไอแล้วก็ความร้อนเพิ่มเข้ามา

-บุหรี่ไฟฟ้าต้นแบบที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ eGos มีลักษณะเหมือนบุหรี่ธรรมดาทั่วๆไปเหมือนกัน แต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่า หรือมีทรงที่ต่างกันออกไป แล้วก็มีตัวถังซึ่งสามารถถอดออก แล้วก็เพิ่ม E-Liquid หรือ E-Juice ที่มีระดับนิโคติน หรือรสแล้วก็กลิ่นต่างๆได้ด้วยตัวเอง

-บุหรี่ไฟฟ้าแบบที่ 3 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mods มีลักษณะเหมือนบุหรี่ไฟฟ้าแบบ eGos แต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่า รวมทั้งสามารถปรับแรงกดดันไฟฟ้า ขนาดของตัวที่นำมาซึ่งไอรวมทั้งความร้อน รวมทั้งขนาดแล้วก็จำนวนของ E-Liquid หรือ E-Juice ได้ตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

บุหรี่ไฟฟ้ากับกฏหมายประเทศไทย

ในตอนนี้ บุหรี่ไฟฟ้า ยังไม่อาจจะจำหน่ายกันได้อย่างแม่นยำโดยชอบด้วยกฎหมายประเทศไทย มีการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายผ่านตลาดมืดหรือหรือทางอินเทอร์เน็ตโดยประกาศ ข้อบังคับ แล้วก็ความผิดพลาดที่เกี่ยวเนื่องกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ห้ามส่งออกหรือนำเข้ามาในอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ห้ามขายสำหรับเพื่อการนำเข้ามาในอาณาจักร พุทธศักราช 2557ถ้าฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของผลิตภัณฑ์ หรือทั้งจำทั้งยังปรับ

ห้ามขายหรือให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการป้องกันคนซื้อ เกี่ยวกับการห้ามขายหรือห้ามให้บริการผลิตภัณฑ์จำพวกบุหรี่ไฟฟ้ารวมทั้งน้ำยาสำหรับเพิ่มเติมบุหรี่ไฟฟ้า

-คนขาย จำต้องระวางโทษติดคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งยังจำทั้งปรับ

-ผู้สร้างหรือสั่งนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำเป็นต้องระวางโทษติดคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งยังจำทั้งปรับ

-ผู้ให้บริการ จำเป็นต้องระวางโทษติดคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งยังจำทั้งปรับ

-ถ้ามีการละเมิดจนถึงส่งผลให้คนอื่นมีอันตราย จะต้องระวางโทษติดคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งยังจำทั้งปรับ

อันตรายที่เราห้ามมองข้าม

มลพิษทางอากาศค่าPM2.5ภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

            อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้ประเทศไทยมีมลพิษทางอากาศอยู่ในขั้นอันตรายหลายจุด ตื่นเช้าขึ้นมาเราควรพบอากาศที่สดใสแต่กลับต้องมาเจอกับมลพิษ ซึ่งที่เราเรียกว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งนับได้ว่าเป็นอันตรายกับคนทุกคนเป็นอย่างมากในขณะนี้นี้ สำหรับฝุ่นผงที่เรียกว่า PM 2.5 นี้แม้แต่หน้ากากธรรมดาก็ไม่สามารถป้องกันได้ซึ่งต้องใช้หน้ากากชนิดพิเศษเท่านั้นในการป้องกันฝุ่นนี้ซึ่งหน้ากากก็จะมีราคาแพง

เราจึงมักเห็นกันว่าตอนนี้เริ่มมีการรณรงค์ กิจกรรมต่างๆออกมาเพื่อไม่ให้ค่า pm2.5 สูงขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ และตามโรงเรียนต่างๆหรือตามสถานที่จัดงานต่างๆตอนนี้ก็มีการงดการทำกิจกรรมกลางแจ้งกันบ้างแล้วเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเราเอง

 

สำหรับค่าฝุ่น PM2.5 ที่มีการสำรวจกันนี้มักจะมาจากการที่พวกเราจุดไฟเผาป่า

เผาขยะต่างๆ ซึ่งทั้งที่ตอนนี้มีการรณรงค์กันอย่างหนักเรื่องการห้ามจุดไฟเผาขยะ หรือต้นไม้แห้ง แต่ก็ยังมีคนฝ่าฝืนกันเป็นจำนวนมาก และอีกเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เกิดค่าฝุ่น PM2.5 คือการก่อสร้างเพราะฝุ่นละอองที่มาจากการก่อสร้างจะมีค่อนข้างเยอะซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการสั่งห้ามให้มีการก่อสร้างในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตอนนี้ที่ค่ากลับมาสูงขึ้น

เพราะมีการก่อสร้างเริ่มทำงานกันอีกครั้ง และควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์ก็เป็นปัญหาหลักของค่าฝุ่นเหล่านี้เหมือนกันซึ่งทางตำรวจไม่กวดขันควันดำอย่าจริงจังจึงทำให้รถยังมีการปล่อยควันดำออกมามากมายทุกวัน

และยังมีสาเหตุอื่นๆอีกมากมายทั้งมาจากโรงงานผลิตไฟฟ้า รวมถึงการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์ สำหรับกรุงเทพกับปริมณฑลจะมีค่าละลอง PM2.5 สูงมากกว่าที่อื่นนั้น สืบเนื่องมากจากที่นี่จะมีตึก อาคารอยู่เยอะมากเต็มไปหมด ทำให้ลมไม่สามารถพัดเอาฝุ่นเหล่านี้ไปที่อื่นได้ จึงมีการรวมตัวกัน ยกเว้นที่ช่วงไหนที่มีลมพัดแรงก็จะสามารถพัดฝุ่นให้ฟุ้งกระจายออกไปที่อื่นได้บ้าง ซึ่งก็พอจะช่วยให้อากาศดีขึ้นได้บ้าง

 

แต่หากเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่นผลละออง PM2.5

จากต้นเหตุ เราก็จะพบปัญหาละอองฝุ่นแบบนี้เรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราค่อยๆอ่อนแอลง ระบบการทำงานภายในร่างกายจะไม่แข็งแรง ทำให้เรามีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น และโรคที่เห็นผลใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจของเรา  เช่นโรคปอด ดังนั้นเราจึงควรช่วยกันลดละกันเผาขยะโดยไม่จำเป็นเพราะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่พวกเราสามารถช่วยกันได้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

การใช้งานเครื่องช่วยฟัง

วิวัฒนาการการยอมรับในการใช้งานเครื่องช่วยฟังจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

             โดยปกติคนเราจะเริ่มมีปัญหาด้านการได้ยินเสียงเมื่อมีอายุมากแล้วซึ่งโดยประมาณจะอยู่ที่อายุ 80 ปีขึ้นไปแต่ก็มีคนบางส่วนที่มีปัญหาการได้ยินเสียงไม่ขัดเจนเร็วขึ้น เพราะผลพวงมาจากการใช้งานหูอย่างหนักในข่วงวัยทำงาน หรือช่วงวัยรุ่น แต่การที่คนเรามีปัญหาด้านการยินเสียงจะเป็นตอนอายุมากหรือน้อยนั้นมีได้หลายสาเหตุและหลายปัจจัยด้วยกัน

ในสมัยก่อนเราจะเห็นได้ว่าหากใครที่มีปัญหาด้านการได้ยินเสียง พวกเขาจะไม่ค่อยพูดคุยกับคนอื่นอาจจะเพราะคิดว่าถึงพูดไปพวกเขาก็คงไม่สามารถตอบโต้กลับมาแล้วตัวเองจะได้ยินเสียงตอบโต้นั้นได้

จึงทำให้พบว่ากลุ่มคนที่มีปัญหาด้านการได้ยินมักจะแยกตัวอออกมาจากครอบครัวหรือสังคม เพราะเกรงว่าตัวเองจะทำให้คนอื่นรำคาญ และถึงแม้จะมีการพัฒนาให้มีการใช้ภาษามือเพื่อเอาไว้คุยกับคนที่ปัญหาด้านการได้ยินเสียงแต่คนส่วนใหญ่อย่างผู้สูงอายุมักจะทำภาษามือไม่เป็นเพราะต้องเรียน

ซึ่งคนสูงอายุมักไม่ขอบเรียนรู้อะไรมากนัก

ทำให้การใช้ภาษามือจะจำกัดการใช้งานเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการผลิตเครื่องช่วยฟังขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนที่มีปัญหาด้านการได้ยินมีทางเลือกที่มากขึ้น โดยเลือกที่จะมีปัญหาทางหูต่อไปหรืออยากปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้เพียงแค่ใช้อุปกรณ์เสริมนี้เท่านั้น

ซึ่งเมื่อตอนที่มี เครื่องช่วยฟัง เข้ามาให้ใช้งานในช่วงแรกๆ ผู้คนยังไม่ให้ความสำคัญมากนัก เพราะไม่มีใครรู้จักเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มาก่อน และตอนที่บริษัทต่างๆผลิตเครื่องช่วยฟังนำมาจำหน่ายครั้งแรก อุปกรณ์ก็มีขนาดใหญ่เทอะทะ มีสายระโยงรยางค์ ไม่สะดวกต่อการใช้งาน และยิ่งสำหรับคนสูงอายุด้วยแล้ว

ต่างมองว่าการใช้เครื่องช่วยฟังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องใช้ก็ได้ หากฟังใครไม่รู้เรื่องก็แค่ไม่ต้องสื่อสารกันก็เท่านั้นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่ต้องคุยกับตาและยาย เรามักจะต้องตะโกนคุยกับตาและยายตลอด

และบางทีก็ต้องพูดคำพูดเดิมๆซ้ำๆจนเจ็บคอ แต่ต่อมาเมื่อมีการอธิบายข้อดีข้อเสียของเครื่องช่วยฟังให้คนสูงอายุได้ฟังและได้รู้จักมากขึ้น พวกท่านก็เริ่มยอมรับและทดลองใช้เครื่องช่วยฟัง และเมื่อมีคนเริ่มใช้งานมากขึ้นบริษัทที่ผลิต เครื่องช่วยฟัง จึงมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องช่วยฟังให้มีหลากหลายขึ้น และมีการปรับราคาให้ถูกลง เราจึงจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีคนที่มีปัญหาด้านการได้ยินเสียงหันมาใช้เครื่องช่วยฟังกันมากขึ้น

มะเร็งรังไข่ ไม่ควรทานอาหารต่อไปนี้

การทานอาหารที่สมควร เป็นสิ่งจำเป็นเป็นอย่างมากต่อ คนไข้โรคมะเร็งรังไข่ นอกเหนือจากการนึกถึงของกินที่คุณกินตอนที่เป็นโรคมะเร็ง และก็ระหว่างการดูแลและรักษาแล้ว จำพวกของ ของกินที่ควรจะเลี่ยง ก็เป็นสิ่งที่คุณต้องระแวดระวังเหมือนกัน ของกินแล้วก็เครื่องดื่มที่คุณควรจะเว้นในแต่ละมื้อ มีดังนี้

  • เนื้อแดงแล้วก็เนื้อสัตว์ดัดแปลง
    มีข้อแนะนำสำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็งรังไข่ว่า ไม่สมควรทานอาหารที่ไม่ช่วยเหลือแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย หรือไปทำลายเซลล์ของมะเร็ง เรื่องจริงแล้ว เนื้อสัตว์มีผลต่อการดูแลและรักษา จึงเป็นของกินต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็ง เนื้อสัตว์เป็นของกินจำพวกที่ใช้เอนไซม์สองประเภท คือ ทริปซิน (trypsin) และ ไคโมทริปซิน (chymotrypsin) ที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานสามารถฆ่าเซลล์ของโรคมะเร็งได้ ในขณะที่โปรตีนจากผักมิได้ใช้เอนไซม์สองชนิดนั้น ซึ่งนี่ก็แปลว่า การกินเนื้อทำให้ความสามารถสำหรับการต้านเซลล์ของมะเร็งลดลง เมื่อคุณเข้ารับการดูแลรักษาโรคมะเร็ง คุณจำเป็นที่จะต้องละเว้นการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มากเกินความจำเป็น เนื่องจากว่าเนื้อสัตว์มีไขมันอิ่มตัวสูง รวมทั้งมีกากใยอยู่น้อย โดยเฉพาะ เนื้อแดงไม่สมควรเป็นของกินในมื้ออาหารของคุณ ถ้าคุณอยากกินเนื้อแดง ควรจะกินในจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนธรรมดา สำหรับในการกินเนื้อประเภทอื่นที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ เป็นของกินอีกหนึ่งชนิดที่ไม่สมควรกิน ด้วยเหตุว่ามีโซเดียมไนไทรต์สูง ดังเช่น ไส้กรอก ซึ่งเป็นของกินที่ทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อสภาวะโรคมะเร็ง นอกนั้น การควบคุมจำนวนการกินอาหารที่ผ่านวิธีการ และก็ไขมันอิ่มตัว ยังเกิดผลดีต่อร่างกายหัวใจของคุณอีกด้วย

 

  • อาหารที่มีความร้อนสูง
    มีข้อเสนอว่า คุณไม่สมควรกินที่อาหารที่ร้อนมาก ถ้าของกินที่คุณกินนั้นมีอุณหภูมิสูง จะเป็นตัวเพิ่มคาร์สิโนเจน (carcinogens) ซึ่งมีผลต่อภาวการณ์โรคมะเร็ง คุณจำเป็นต้องทานอาหารที่ปรุงอย่างถูกสุขลักษณะ เช่น ของกินที่ผ่านการนึ่ง อบ ต้ม รวมทั้งผัดแบบเร็วๆ ของกินทอดเป็นของกินที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย แม้คุณถูกใจของกินปิ้งย่าง ควรจะปิ้งหรือปิ้งด้วยอุณหภูมิที่ไม่สูงมากมาย เพื่อปกป้องการก่อตัวของคาร์สิโนเจน

 

  • แอลกอฮอล์
    การดูแลรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาบางทีอาจเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ ในกรณีนี้ ตับของคุณเป็นอวัยวะสำคัญสำหรับในการกำจัดของเสียออกมาจากกระแสโลหิต คุณก็เลยจะต้องบำรุงตับ เพื่อลดผลกระทบสำหรับการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดรักษาที่เกิดกับร่างกาย ถ้าคุณดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะเป็นตัวเพิ่มภาระหน้าที่การทำงานให้กับตับ รวมทั้งทำให้ตับกำจัดเคมีที่ร่างกายรับจากการดูแลรักษาออกไปได้ยากขึ้น นอกจากนั้น อาการอ้วกแล้วก็ผลกระทบเกี่ยวกับไส้ จะร้ายแรงขึ้นเพราะเหตุว่าแอลกอฮอล์ เนื่องจากว่าบางทีอาจทำปฏิกิริยากับยาบางจำพวกที่คุณรับ ร่วมกับวิธีการทำเคมีบำบัดรักษา ถ้าเกิดคุณเป็นโรคมะเร็งรังไข่ คุณจำเป็นต้องงดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์อย่างสิ้นเชิง

 

  • น้ำตาลขัดสี
    เนื้องอกโรคมะเร็งสามารถเติบโตโดยน้ำตาลในกระแสโลหิต ด้วยเหตุนั้น ถ้าคุณไม่อยากให้โรคมะเร็งเติบโต คุณควรจะงดเว้นของกิน หรือของหวานที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง การกินอาหารพวกนี้ ทำให้ในกระแสโลหิตของคุณ เต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นพลังงานที่เซลล์ของมะเร็งอยากได้ คุณจำเป็นต้องกินอาหารที่มีไกลซีมิกต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกินที่ไม่มีน้ำตาลขัดสีเป็นองค์ประกอบ

อาหารสามารถช่วยคุณต่อสู้กับโรคมะเร็งรังไข่ได้ แล้วก็สามารถทำให้ลักษณะโรคร้ายแรงขึ้นได้เช่นเดียวกัน แม้คุณไม่เคยทราบว่า คุณควรจะหลีกเลี่ยงอะไร หรือควรจะทานอาหารจำพวกใด ถ้าคุณเลือกทานอาหารได้เหมาะสมกับสภาวะโรคที่คุณเป็น คุณสามารถกลับมามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงได้

การยืดอายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟัง

เครื่องช่วยฟังของเรามีอายุการใช้งานแตกต่างกันตามรุ่นของมัน แต่นั้นก็ไม่ได้บ่งบอกว่ามันจะใช้งานได้ตามจริงอย่างที่มีการระบุไว้ เพราะจากข้างกล่องที่ระบุไว้สามารถบอกได้ถึงการใช้งานคร่าวๆเท่านั้น แต่สำหรับการใช้งานที่แท้จริงก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลของเราอีกด้วย ดังนั้นเราจะมาเอ่ยถึงตัวช่วยที่จะสามารถช่วยในการยืดอายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟังเหล่านี้กันว่ามีวิธีไหนที่สามารถยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

คุณทราบหรือไม่ว่าตู้ดูดความอับชื้นมีความสำคัญต่อเครื่องช่วยฟัง

การยืดอายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟังให้มีการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ด้วยการนำเครื่องช่วยฟังของเราเข้าไปเก็บไว้ที่ตู้ดูดความอับชื้น ซึ่งจะเป็นรูปแบบกล่องหรือตู้ก็แล้วแต่รุ่น แต่เราควรนำไปเก็บไว้เพื่อให้ตู้ดูดความชื้นทำงานกับอุปกรณ์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี

ตู้ดูดความชื้นสามารถดูแลเครื่องช่วยฟังให้ยาวนานขึ้นได้อย่างไร

การทำงานของตู้ดูดความชื้นนั้นเป็นลักษณะการทำให้อุณหภูมิของภายในตัวเครื่องทำงานกำจัดความชื้นด้วยวิธีการนำเทคโนโลยีที่ผลิตมาเพื่อจุดประสงค์ต้องการให้มีการผลักดันความชื้นที่มีอยู่ในเครื่องช่วยฟังออกไป ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นรูปแบบพัดลมเล็กๆที่ทำปฏิกิริยาของมันแล้วจะทำให้เกิดการไล่ความชื้นออกจากเครื่องช่วยฟังได้

การใช้ตู้ดูดความชื่นนั้นมีทั้งแบบพัดลมที่ช่วยดูดความชื้นและยังมีแบบการระบายอากาศในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่แบบพัดลมอีกด้วย เนื่องจากวิธีหลังนั้นเป็นการพัฒนาเครื่องดูดความชื้นไปในรูปแบบการไหลของอากาศทำให้เราใช้ไฟฟ้าน้อยลงในการใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าหากมีการใช้ไฟฟ้าลดลงก็จะไม่ทำให้อุปกรณ์ในเครื่องมีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเป็นข้อดีของการใช้รุ่นนี้เพราะเป็นการทำให้เราประหยัดเรื่องของการเปลี่ยนสารดูดความชื้นให้น้อยลงไปด้วย

เครื่องดูดความชื้นจะต้องมีหลอด UV เพื่อฆ่าเชื้อโรค ซึ่งเป็นการฆ่าเชื้อโรคให้กับเครื่องช่วยฟังเพื่อป้องกันการเกิดผลร้ายที่ส่งตรงต่อหูของเรา 

วิธีการใช้ตู้ดูดความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง

อุปกรณ์ที่เราเลือกใช้เป็นแบบไหนระหว่างต้องแยกชิ้นส่วนออกก่อนหรือไม่ต้องแยกชิ้นส่วนเพราะการทำงานค่อนข้างมีความต่างกันอยู่พอสมควร หลักการทำงานของมันสามารถแยกประเภทการใช้งานได้ดังนี้

หากเป็นการไม่ต้องแยกชิ้นส่วนออกนั้น เราสามารถเปิดช่องที่ใส่แบตเตอรี่ไว้กับตัวเครื่องได้เลย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของความร้อนและวิธีนี้เหมาะสำหรับบุคคลที่ชอบหลงลืมในการแยกชิ้นส่วนมาก

ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นเป็นการแยกชิ้นส่วนออก โดยเราจะต้องทำการปิดเครื่องเสียงก่อน จากนั้นก็แยกชิ้นส่วนแบตเตอรี่ หรืออุปกรณือื่นๆออกมา โยจะนำแค่ตัวเครื่องเข้าไปเพียงเท่านั้น

การรักษาการแพ้นมวัว

การรักษาการแพ้นมวัว

อาจไม่เรียกว่าเป็นการแก้ไขแต่เป็นการป้องกันมากกว่า เพราะวิธีเดียวที่จะช่วยได้ คือ พยายามหลีกเลี่ยงการทานนมวัวโดยตรงหรือการทานอาหารหรือขนมต่างๆ ที่มีส่วนผสมของนมวัว เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่แพ้นมวัวอาจไม่แพ้นมที่ผ่านการแปรรูปแล้ว เช่น นมที่เป็นส่วนประกอบในอาหารที่ผ่านการอบ หรือ โยเกิร์ต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงแบบจริงจัง

รูปแบบการรักษาผู้ที่มีอาการแพ้ จะแบ่งเป็นกรณี

  1. ในกรณีที่เผลอรับประทานอาหารจากนมวัวจนมีอาการแพ้
  • ไม่รุนแรงมาก จะทำให้มีอาการแพ้ เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) หรือเซทิริซีน (Cetirizine) 
  • ส่วนผู้ที่มีอาการหายใจลำบาก อาจเกิดอาการแพ้รุนแรง ต้องทำการฉีดยาแบบฉุกเฉิน ด้วยตัวยาอิพิเนฟริน (Epinephrine)

ในเด็กที่มีความเสี่ยงแพ้รุนแรง ผู้ปกครองอาจจะต้องพกยาอิพิเนฟริน (Epinephrine) ติดตัวไว้ยามเกิดแพ้ฉุกเฉิน รวมถึงผู้ใหญ่ที่มีอาการแพ้รุนแรง

ดื่มนมวัวไม่ได้กลัวขาดสารอาหาร

อย่าพึ่งกังวลไปว่าหากมีอากรแพ้นมวัวดื่มนมวัวไม่ได้ จะไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการ เหมือนคนอื่น เพราะเราสามารถดื่มนมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต หรือนมแอลมอนด์ที่เปี่ยมคุณค่าทางสารอาหาร อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดี หรือรับประทานอาหารอื่นๆ เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแล็ต หรือโยเกิร์ต ที่ไม่ผสมนมวัวได้

 

เป็นโรคหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

เป็นโรคหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
1. งดการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น หรือแฟนของเรา ทั้งที่มีอาการที่เสี่ยงจะเป็นหรือรู้แล้วว่าเป็นโรคหนองใน ถือเป็นการกระทำที่แย่มากๆ เพราะเชื้อจะถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ทุกเมื่อ ทางที่ดีคือควรที่จะรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองในจริงๆ หรือไม่ และที่สำคัญหากคุณมีแฟนหรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รู้จักควรแนะนำหรือพาเขามารักษาด้วยเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเกิดซ้ำได้อีก อีกทั้งควรงดกันมีเพศสัมพันธ์ไปจนกว่าจะหายดีทั้งคู่

2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหนองในทุกรายต้องได้รับการรักษาจนกว่าจะหายขาดและเป็นแพทย์ต้องยืนยันว่าหายดีแล้ว ถึงแม้ว่าในบางรายอาจจะไม่ได้แสดงอาการที่บ่งบอกว่าอาจจะกำลังเสี่ยงเป็นโรคหนองในออกมาให้เห็นชัด แต่ว่าหากคุณรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการเหล่านี้ออกมาคุรควรที่จะเข้ารับการรักษาไม่ควรปล่อยไว้ เพราะบางขึ้นมันอาจจะดีขึ้น หรือหาย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้หายไป คุณต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าหายแล้ว

3. ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้จริงๆ ต้องป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยอย่างเคร่งครัด ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจังเป็นเวลา 1 เดือน เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้หนองไหลเพิ่มมากขึ้น

4. ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง “อาหารแสง” ที่ทำให้โรคหนองในทวีความรุนแรง อะไรคืออาหารแสง อาหารแสงที่ว่ากัน ได้แก่ หูฉลาม อาหารทะเล หน่อไม้ หรือสาเก เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็เป็นเพียงความเชื่อเพราะในทางการแพทย์ยังไม่พบหรือมีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับอาหารเหล่านี้แต่สิ่งที่ควรกังวลมากที่สุด เพราะมีการยืนยันที่แน่นอน คือ แอลกอฮอล์ ผู้ป่วยโรคหนองในควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นเวลา 1 เดือน หากฝ่าฝืนไม่ทำตามจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงมากขึ้นหนองไหลมากยิ่งขึ้น ส่วนอาหารประเภทอื่นๆ ถ้ากินแล้วทำให้อาการของโรคกำเริบก็แนะนำให้งดอาหารชนิดนั้นๆ ไปก่อน

5. อีกหนึ่งสาเหตุที่ต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ขณะเป็นโรคหนองใน คือ ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคหนองในมีผลต่อประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิด ดังนั้นจึงไม่ควรมีเพศสัมพันธ์และในเดือนแรกของการรักษานั้น ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย อาทิ การใช้ถุงยางอนามัย

6. หลังได้รับการรักษา ระยะแรกจะพบว่าอาการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้าการรักษาจะหายไปอย่างเร็วภายใน 2 – 3 วัน ที่เริ่มทำการรักษา ในผู้หญิงที่มีอาการเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยในระหว่างรอบเดือนจะมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรอบเดือนถัดไป ส่วนผู้ชายที่มีอาการปวดท้องน้อยและปวดอัณฑะ จะใช้เวลานานจึงจะดีขึ้น โดยส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้น ควรรีบกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง เพราะอาจพบภาวะเชื้อดื้อยา หรือโรคมีการลุกลามเพิ่มมากขึ้น

7. หากได้รับการรักษาแล้ว แต่มีอาการที่คล้ายกับว่าจะแพ้ยา เช่น มีผื่นคันขึ้นตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการที่เป็นอยู่นั้นรุนแรงมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัด

8. ในการรักษาจะมีระยะเวลาและขั้นตอนของมันเมื่อรักษาตามอาการจนครบแล้ว ให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าเชื้อหนองในหายสนิทในทุกตำแหน่งที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว อาทิ ช่องปาก ทวารหนัก ช่องคลอด เป็นต้น

9. ผู้ที่เป็นโรคหนองใน หลังจากที่ได้รับการรักษาจนหายดี แต่หากได้สัมผัสโรคอีกครั้งก็จะกลับมาเป็นซ้ำอีก

ดูแลให้ดีอวัยวะในร่างกายของเรา

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้ ไม่เหมือนจิ้งจกที่สามารถงอกหางขึ้นมาใหม่ได้เสมอถึงแม้ว่ามันจะหลุดหรือขาด แต่ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไป อวัยวะทุกส่วนในร่างกายใช่ว่าจะเสียแล้วเสียเลย ไม่สามารถแก้ไข รักษา ซ่อมแซมให้ดีขึ้นได้

1. สมอง

สมอง เป็นอวัยวะที่สำคัญมากๆ จึงได้รับการปกป้องรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุด ภายใต้กะโหลกศีรษะอันแข็งแรง ในก้อนสมองมีอนูเซลล์สมองเล็กๆ จำนวนมากที่คอยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นเมื่อไร โรคก็จะมาถามหาเมื่อนั้น ส่วนของสมองที่เสียหายหรือตายไปสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ เหมือนการสมานแผลของผิวที่เกิดขึ้นได้เองหลังจากโดนของมีดหรือของมีคมบาด ซึ่งสิ่งที่ช่วยทำให้สมองสามารถฟื้นฟูได้เร็วมากยิ่งขึ้น คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมอง 2 จุดที่สำคัญคือ “ไฮโพทาลามัส” กับ “ประสาทรับกลิ่น” ซึ่งหมายความว่าเซลล์ประสาทในทั้ง 2 จุด สามารถสร้างตัวเองขึ้นใหม่ได้

2. ผิวหนัง

ผิวหนังเป็นสิ่งที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้รักษาตัวเองจากการบาดเจ็บจากการเกิดบาดแผลต่างๆ ได้อย่างน่าตกใจ เนื่องด้วยผิวหนังของเรามีกระบวนการซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งทำให้แผลสามารถสมานกัน อาจเกิดหรือไม่เกิดเป็นแผลเป็นก็ได้ การฟื้นตัวของผิวหนังเป็นกระบวนการที่ทำได้โดยแทบไม่ต้องใช้สิ่งอื่นเข้ามาช่วย อาจเป็นโปรแกรมจัดการสมานตัวด้วยตัวผิวหนังเอง เพราะเพียงแค่การเย็บให้แผลติดกันในรายที่แผลใหญ่ๆ แผลผ่าตัด จะช่วยให้ผิวหนังสมานกันได้เร็ว และสวยงามมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากมลภาวะภายนอกได้อีกด้วย แต่จะเห็นว่าเราไม่ต้องพึ่งยาช่วยสมานผิวหนังอะไรมากมาย หากไม่ถึงการเซลล์ผิวหนังตายจริงๆ ผิวหนังก็สามารถสมานกันจนกลับมาปกติได้ (ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หากเอาเซลล์ผิวหนังที่ตายออก ก็สามารถผสานรอยแผลจนกลายเป็นปกติได้เช่นกัน หากแต่รอยแผลอาจจะไม่เรียบเนียนสวยเหมือนเดิม)

3. กระดูก

กระดูกหักเราก็ซ่อมได้ เพราะกระดูกเปรียบเสมือนแกนหลัก เสาหลักของบ้าน ที่คอยพยุงร่างกายของเราเอาไว้ได้ ไม่ไหลอ่อนเหลวไปกองอยู่กับพื้น นอกจากกระดูกจะทำหน้าที่พยุงร่างกายแล้ว ไขกระดูกมีความสำคัญเพราะสามารถช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และส่วนอื่นๆ ที่สำคัญ ในกระดูกมีเซลล์เล็กๆ ที่มีโปรแกรมการการสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ซ่อนอยู่ จนทำให้กระดูกที่หัก หรือเปราะไป สามารถกลับมาแข็งแรงใกล้เคียงปกติได้ ถ้าอยากให้กระดูกฟื้นตัวได้เร็วๆ ควรทานอาหารที่มีวิตามิน K เยอะๆ เช่น ผักใบเขียว และแคลเซียมในนม งาดำ เป็นต้น และอย่าลืมเลี่ยงกาแฟ และถั่ว หรือธัญพืชที่มีโฟเลตสูง เพราะจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของแคลเซียมในร่างกายนั่นเอง

4. ตับ

ข่าวดีคือ คนที่มีความผิดปกติที่ตับ ไม่ว่าจะเป็นไขมันพอกตับ หรือมีสารพิษตกค้างที่ตับมาก จากการดื่มแอลกอฮอล์ ทานยาปฏิชีวนะ สารเคมีต่างๆ สามารถฟื้นฟูสุขภาพตับได้ง่ายๆ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน ดื่ม หลีกเลี่ยงอาหาร หรือพฤติกรรมที่ทำร้ายตับทั้งหลาย ส่วนประกอบของตับบางส่วนอาจยังไม่อักเสบจนกลายเป็นแข็งไปเสียก่อน ตับจึงยังสามารถสร้าง “กลูตาไทโอน” ได้ ซึ่งในกระบวนการนี้เป็นกระบวนการในการฟื้นฟูซ่อมแซมด้วยตัวเองของตับให้กลับมาสด และอ่อนนุ่มสุขภาพดีเหมือนเดิม

5. ลำไส้

ลำไส้ ทำหน้าที่ลำเลียงสารพัดอาหารที่เราทานเข้าไป โดยอาหารเหล่านั้นจะเคลื่อนตัวไปย่อย หรือส่งต่อไปอวัยวะอื่นๆ ผ่านเจ้าลำไส้ที่ทั้งยาว ทั้งชุ่มฉ่ำเหล่านี้ หากเราทานอาหารที่เหนียวหนืดเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะเกาะตัวเป็นคราบอยู่ตามลำไส้ หรือหนักเข้าหน่อยก็อาจเกิดบาดแผลจากการบีบตัวอย่างหนัก เบียดสีกันจนถลอกหลุดลอกได้ ซึ่งร่างกายของเรามีการรับรู้ปัญหาข้อนี้ จึงได้มีระบบหรือกลไกที่จะให้ลำไส้ได้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่เสียไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าไม่ได้ถูกให้ยาเคมีบำบัด หรือมีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังก็จะทำงานได้อย่างปกติดี

6. หลอดเลือด

หลอดเลือด ก็มีหน้าที่ในการลำเลียงเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เน่าเสีย และทำงานได้อย่างปกติ เสมือนน้ำหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่ให้แห้งเหี่ยวตายนั่นเอง แต่หากหลอดเลือดอุดตันก็อาจเกิดปัญหาที่อวัยวะนั้นๆ ไม่มีเลือดไปถึง เหมือนคนตามพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดน้ำขาดอาหารเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญนั่นเอง แต่ร่างกายฉลาดพอที่จะสร้างเส้นเลือดเส้นเล็กๆ ขึ้นมาใหม่ อาจจะเป็นทางที่เล็ก และอ้อมอยู่สักหน่อย แต่ก็ช่วยระบายเอาเลือดที่อุดตันอยู่ไปหล่อเลี้ยงในอวัยวะส่วนที่กำลังจะขาดเลือดได้ ถึงอย่างนั้นการที่ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงเกินมาตรฐานก็คงเป็นอุปสรรคสำคัญของกระบวนการสร้างเส้นเลือดขึ้นใหม่ในภาวะฉุกเฉินแบบนี้ ดังนั้นเราจึงควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายให้ดี

7. ปอด

ปอดมีหน้าที่สำคัญคือกรองเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับลมหายใจที่นอกเหนือจากออกซิเจนออก ก่อนที่จะนำออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่กระแสเลือด เปรียบเสมือนมุ้งลวด ตะแกรงกรองอากาศในเครื่องปรับอากาศ หากเราหายใจเอาแต่สิ่งสกปรกเข้าไป ก็เหมือนเครื่องกรองที่ไม่เคยเปลี่ยนที่เปลี่ยนตัวกรอง แต่ร่างกายรู้ดีว่าเราไม่สามารถถอดปอดออกมาล้างได้ ปอดจึงมีโปรแกรมในการทำความสะอาดตัวเอง โดยสร้างเส้นขนเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาด คอยโบกพัดปัดเอาสิ่งแปลกปลอมออกไปจากปอด แม้แต่คนที่สูบบุหรี่เอง หากหยุดสูบ ปอดก็สามารถสร้างกลไกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมจากควันบุหรี่ออกไปได้

ร่างกายของเรานั้นเป็นไปด้วยเรื่องมหัศจรรย์จริง แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ดูแลสุขภาพร่างกายหรือคอยทำร้ายร่างกายอย่างไรก็ได้ โดยคิดและหวังว่าจะให้ร่างกายเราซ่อมแซมตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าหากทำร้ายตัวเองมากเกินไป ร่างกายก็จะซ่อมไม่ไหวเอา เพราะหากเราดูแลตัวเองให้มากขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย การกินอาหารเสริมต่างๆ เพื่อบำรุงร่างกายเป็นอย่างดี ร่างกายของเราก็จะรักเรา อยู่ทำงานให้เราไปอีกนานแสนนานได้เหมือนกันค่ะ